ระหว่างทาง

#ระหว่างทาง

เ ป รี ย บ ดั่ ง ผู้ ที่ กำ ลั ง ปี น เ ข า
ไม่ได้มีสติอยู่บนยอดภูสูงอันไกลโพ้น
หากแต่ต้องจดจ่ออยู่กับก้อนหินแต่ละก้อนที่กำลังเหยียบย่าง
มิเช่นนั้นแล้ว..
อาจก้าวพลาดจนทำให้ได้รับบาดเจ็บ
กระทั่งไม่สามารถไปถึงยังจุดหมายได้

ก า ร ฝึ ก อ า ส น ะ ก็ เ ช่ น เ ดี ย ว กั น
ท่วงท่าสุดท้ายที่สมบูรณ์แบบนั้นอาจเป็นสิ่งที่หลายคนปรารถนา
แต่สิ่งที่ควรใส่ใจและให้ความสำคัญมากกว่า
คือทุกๆ การเคลื่อนไหวที่กำลังดำเนินไป
รับรู้ในทุกๆ ความรู้สึกที่กำลังเกิดขึ้น
…ด้วยสติ

และที่สุดแล้วเราอาจได้เรียนรู้
ว่าจุดหมายที่แท้จริง
อยู่ที่ความสุขขณะก้าวเดินไปบนระหว่างทางนั่นเอง

_____________________
ชวนคิด : มกราคม 2563
เรื่องและภาพ : จิตฏาร์

จะกลับบ้านยังไง

#จะกลับบ้านยังไง

โยคะเป็นภูมิปัญญาอินเดียโบราณว่าด้วยแนวคิดเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตให้พ้นไปจากความทุกข์ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอดเวลา โยคะมีทรรศนะว่าจิตปรุงแต่งคือสาเหตุแห่งทุกข์ เดิมทีจิตเราบริสุทธิ์ อยู่ในบ้านด้วยความสงบ แต่เพราะเราเริ่มมีความอยาก จิตจึงเริ่มเตร็ดเตร่ออกจากบ้าน มิหนำซ้ำยังเข้าใจผิดว่าความสนุกสนานนอกบ้านเป็นเรื่องดีจึงหลงอยู่นอกบ้านเป็นเวลาเนิ่นนาน
.
.
การฝึกโยคะเป็นประจำสม่ำเสมอคือการค่อยๆ ดับการปรุงแต่งของจิต ค่อยๆ เดินทีละก้าว (1.21) จนในที่สุด จิตที่หลงทางนั้นก็สามารถกลับถึงบ้านสู่ความสงบเย็นตามเดิม
.
.
โยคะสูตรกล่าวถึงการพาจิตหลงทางกลับบ้านไว้อย่างไร

ปตัญชลีผู้รวบรวมตำราโยคะสูตรอันเป็นตำราแม่บทในการศึกษาโยคะระบุว่า สิ่งที่ดารดาษนอกบ้านนั้นคือกิเลส นำพาเราไปสู่ความอร่อย ความสนุก ความเตลิด ฉะนั้นเราจะกลับบ้านได้ก็ด้วยการทวนกระแสกิเลส (2.10) ซึ่งมีได้หลายๆ ช่องทาง เช่น

ด้วยความอดทน (2.1) โดยเราต้องเท่าทันธรรมชาติของความโลภว่ามันมีแต่จะเพิ่มขึ้นๆ ไม่สิ้นสุด (2.19)

ด้วยการศึกษาเรียนรู้ (2.1) ข้อมูลประสบการณ์ต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการเดินทางกลับบ้าน

ด้วยศรัทธา (2.1) เพราะบางครั้งเราจำเป็นต้องเดินไปข้างหน้าแม้จะยังมองไม่เห็นอะไร

โดยหมั่นไตร่ตรอง (2.26) คอยตรวจสอบเพื่อไม่ให้การเดินทางของเราเป็นเพียงความงมงาย

ด้วยการคอยเตือนตัวเอง ไม่ตู่เหมารวมเอาสิ่งต่างๆ ในตัวเรา รอบตัวเรา ว่ามันเป็นของเรา (2.17)

ด้วยการดำเนินชีวิตอันประกอบด้วยศีล ประกอบด้วยวินัย ประกอบด้วยความสำรวม (2.28)

ด้วยการดูแลร่างกายให้สมดุลด้วยท่าอาสนะ ดูแลอารมณ์ให้ปกติด้วยการฝึกปราณายามะ (2.28)

ด้วยการนั่งสมาธิสม่ำเสมอ(2.11) ซึ่งทำให้มี ทางเลือกที่จะสุขแบบสงบเย็น ไม่ใช่สุขแบบล้นเลี่ยน

เมื่อดำเนินวิถีตามที่กล่าวข้างต้น กิเลสจะอ่อนกำลัง (2.2) ปัญญาจะค่อยๆ งอกงาม (2.27) คืนการรู้อันแท้จริงให้จิต (2.23) ในที่สุดอวิชชาก็ดับ บ้านก็ปรากฏ (2.25)

_____________________
วิถีโยคะ : มิถุนายน 2559
เรื่อง : กวี คงภักดีพงษ์
ภาพ : จิตฏาร์

ฟัง

#ฟัง

บางครั้งการใช้ชีวิตมันก็ยา
ที่จะรู้ว่าตรงไหนคือตรงกลา
และแค่ไหนจึงจะพอดี

แต่โยคะสอนให้เรารู้จักสิ่งเหล่านั้นผ่านการฝึกอาสนะ
โดยสอนให้เราเฝ้าสังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นกับกล้ามเนื้อระหว่างการฝึก
ซึ่งหากตึงมากไปก็ผ่อนลงอีกนิด
หรือหากย่อหย่อนไปก็เหยียดยืดขึ้นอีกหน่อย
ขณะเดียวกันก็ฝึกที่จะเท่าทันปฏิกิริยาของใจ
ที่เคลื่อนไหวอยู่เสมอ แม้กายนิ่ง
และฝึกที่จะฟังเสียงกาย
หาจุดที่ลงตัวระหว่างความมั่นคงที่จะคงค้างอยู่ในท่วงท่านั้นได้
แต่ยังเบาสบาย มีสติ
และเมื่อเราเริ่มรู้จักความพอดีจากการฝึก
เมื่อนั้นเราอาจเริ่มเรียนรู้ที่จะหาความพอดีได้
กับบางเรื่องราวในชีวิต
โดยรู้จักที่จะรับฟังเสียงต่างๆ บ้าง

แ ท น ที่ จ ะ ฟั ง เ พี ย ง เ สี ย ง ข อ ง ใ จ

_____________________
ชวนคิด : ธันวาคม 2562
เรื่องและภาพ : จิตฏาร์

ดูแลความสัมพันธ์ระยะท้ายแบบประคับประคอง

#ดูแลความสัมพันธ์ระยะท้ายแบบประคับประคอง

“แม่เลี้ยงดูเขามาตั้งแต่เล็กแต่น้อย มาวันนี้พอเขาโต เขาก็ไล่แม่ออกจากบ้าน”

คนเป็น ‘แม่’พูดพร้อมกับน้ำตาที่ไหลริน บ่นน้อยใจที่มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น
.
.
เมื่อฟังประโยคเดียวแค่นี้ บางคนอาจจะตัดสินไปแล้วว่า ลูกใครหนอ ? อกตัญญูกับแม่ที่เลี้ยงมาได้ลงคอ
ครั้นถามต่อไปว่า แล้วแม่จะอยู่กับใคร แม่ก็ตอบว่าจะย้ายไปอยู่บ้านลูกชายอีกคน

ถ้าเกิดว่าแม่บ่นน้อยใจออกโซเชียลได้ ก็คงจะมีคอมเม้นต์เข้ามาจำนวนมากมาย แล้วแต่ว่าใครจะ #ทีมแม่ หรือ #ทีมลูก และถ้าจำนวนคอมเม้นต์ไปถึงระดับกระจายตัวทั่วสังคม ก็อาจจะมีสื่อมาตามสัมภาษณ์แม่ ลูก แล้วเรื่องระหว่างคนสองคนในบ้านหลังเดียว ก็อาจจะขยายลุกลามบานปลายเป็น Share of the dayได้ในชั่วระยะเวลาไม่นาน
.
.
มนุษย์เราเกิดมามีความเสมอภาคที่ได้มากันทุกคน คืออยู่ในกรงล้อมของ “แก่, เจ็บและตาย” ยังมีเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับคนเราด้วยก็คือ‘ความสัมพันธ์’

ไม่ว่าคนเราจะมีบทบาทความสัมพันธ์แบบใด เช่นพ่อ แม่ ลูก หลาน พี่ น้อง เพื่อน สามี ภรรยา ฯลฯคำว่า ‘ความสัมพันธ์’ เองก็หนีไม่พ้นกรงล้อมดังกล่าวเช่นกัน
.
.
ความสัมพันธ์มีเกิด ความสัมพันธ์มีแก่ บางทีความสัมพันธ์ก็มีเจ็บป่วย ความสัมพันธ์ระยะสุดท้าย แล้วสุดท้ายความสัมพันธ์ก็ตาย

ความสัมพันธ์ทุกรูปแบบ หากคู่ความสัมพันธ์คนใดคนหนึ่งหรือทั้งคู่ไม่ยอมพัฒนา และพยายามยึดโยงอยู่กับความสัมพันธ์เดิมตั้งแต่แรก เมื่อถึงเวลาที่ความสัมพันธ์ตาย ก็จะเกิดความทุกข์ที่ต้องพลัดพรากจากความสัมพันธ์แบบเดิม

หากคนเราเข้าใจสิ่งนี้ชัดเจน เราจะไม่คร่ำครวญเรียกร้องหาความสัมพันธ์แบบเดิมอีกต่อไป แต่ให้แปรเปลี่ยนความสัมพันธ์ทุกรูปแบบ พัฒนาไปให้ถึงระดับของคำว่า ‘กัลยาณมิตร’ แทน

เมื่อใดที่ทุกคู่พัฒนาความสัมพันธ์ไปถึงขั้นนี้ได้ อันเป็นขั้นสูงสุดของทุกความสัมพันธ์ที่แม้แต่ความตายก็พรากความสัมพันธ์แบบนี้ไม่ได้ เมื่อนั้นเราจะพบโลกใบใหม่ ที่ต่างจากโลกใบเดิมไปเลยทีเดียว
.
.
ลองนึกถึงภาพความสัมพันธ์แบบ สามี- ภรรยา เป็นตัวอย่างที่ง่ายและชัดเจน ถ้าอยู่ด้วยกันมาเป็น 20-30 ปี ยังไม่พัฒนาความสัมพันธ์ไปเป็นระดับมิตรที่ดีต่อกันได้ ยังยึดโยงติดอยู่กับคำว่า สามี-ภรรยา ก็จะมีแต่เรื่องทะเลาะเบาะแว้ง หึงหวงกัน จนในที่สุดก็ไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้ แต่หากสามี- ภรรยาคู่ใด ที่พัฒนาความสัมพันธ์ไปตามระยะเวลาจนเป็นมิตรที่ดีต่อกันได้แล้ว เขาก็จะอยู่ด้วยกันไปได้ตลอดอย่างมีความสุขจนตายจากกัน
.
.
การที่แม่ถูกลูกไล่ออกจากบ้าน ไม่ทุกข์เท่ากับ ความระทมที่ยึดติดอยู่ในความสัมพันธ์เดิมที่มีอยู่ คือ แม่-ลูก

หากวันที่รับรู้ได้ว่า ลูกเติบโตและสมควรใช้ชีวิตลำพังแล้ว พ่อแม่ยินดีและกล้าหาญเพียงพอที่จะปล่อยให้ลูกเดินทางชีวิตของเขาเองไม่ยึดโยงว่าลูกเป็นของเรา พ่อแม่คนใดสามารถสร้างความสัมพันธ์แบบเป็นกัลยาณมิตรกับลูก จะเห็นความงดงามของใจตนเอง ที่ได้ปล่อยให้อีกชีวิตได้งอกงามตามเส้นทางของเขาเอง โดยที่ไม่ต้องไปมีส่วนร่วมทั้งในความสำเร็จและล้มเหลวของเขา
.
.
อย่ามองแค่ลูกไม่กตัญญู แต่มองให้ลึกซึ้งไปถึงว่า นี่คือการยกระดับจิตระยะสุดท้ายของคนเป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นการดูแลความสัมพันธ์ระยะท้ายแบบประคับประคองที่จะให้ความสัมพันธ์นั้นตายลงอย่างสงบ และจบลงด้วยดี

หากใครเป็นพ่อ เป็นแม่ แล้วเกิดเรื่องราวอย่างนี้ขึ้น ตั้งสติให้ดี อย่ามัวแต่โกรธ และน้อยใจเลยที่ลูกไล่ออกจากบ้าน แต่ให้มองเห็นแง่มุมของวิกฤติที่จะได้โอกาส ปล่อยวางความสัมพันธ์ที่ยึดไว้อย่างเหนียวแน่นก่อนจะจากโลกนี้ไปต่างหาก

นี่เป็นประเด็นสำคัญมากสำหรับผู้สูงอายุ ที่จะเตรียมตัวอยู่ให้เป็นสุขกับทุกๆ รูปแบบของความสัมพันธ์
.
.
มาถึงตรงนี้ ชวนให้ผู้อ่านลองทบทวนทุกความสัมพันธ์รอบตัวเราอีกครั้ง หากความสัมพันธ์ใด ยังไม่มุ่งไปสู่ความเป็นกัลยาณมิตร ลองปรับเปลี่ยนมุมมองและท่าทีของเรา ก่อนจะไปถึงระยะท้ายที่ไม่อาจประคับประคองความสัมพันธ์แบบเดิมๆ ไว้ได้อีกต่อไป เพราะถึงอย่างไรทุกความสัมพันธ์ก็ต้องจบลงไม่วันใดก็วันหนึ่ง อยู่ที่เราเลือกจะจบแบบไหนต่างหาก.

_____________________
วิถีโยคะ : สิงหาคม 2561
เรื่อง : วรรณวิภา มาลัยนวล
ภาพ : www.pixabay.com

โยคะช่วยลดความอ้วนได้ไหม?

#โยคะช่วยลดความอ้วนได้ไหม?

มั ก มี คำ ถ า ม จ า ก ผู้ เ รี ย น ว่ า
โ ย ค ะ ช่ ว ย ล ด ค ว า ม อ้ ว น ไ ด้ ไ ห ม ?

ได้ยินอย่างนี้ฉันมักจะยิ้มในใจ
และตอบเหมือนเดิมเช่นทุกครั้ง
ว่ามันขึ้นอยู่ที่ว่าทุกวันนี้การบริโภคของคุณเป็นแบบไหน
ในแต่ละมื้อคุณทานอะไร

เพราะโยคะไม่ใช่ยาวิเศษที่คุณทำทุกอย่างเหมือนเดิม
เพิ่มฝึกโยคะวันละชั่วโมงสองชั่วโมง
แล้วทุกอย่างจะเปลี่ยนแปลงไปได้

จริงอยู่…
การฝึกอาสนะทำให้กล้ามเนื้อมีความกระชับมากขึ้น
เมื่อฝึกอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ
เราจึงอาจได้เห็นภาพของคนฝึกโยคะว่าผอมเพรียวกันเป็นส่วนใหญ่
และแอบมีความคาดหวังลึกๆ ว่าจะต้องเป็นอย่างเขาเหล่านั้น
ไม่ผิดเลย…หากจะคาดหวัง
แต่บางครั้งความคาดหวังนั่นเองที่ชักพาให้เราเดินหลงทาง

เพราะแท้ที่จริงหัวใจของโยคะนั้นสอนให้เรามองชีวิตแบบองค์รวม
พิจารณาทุกสิ่งตามความเป็นจริง
ผ่านกล้ามเนื้อ ผ่านลมหายใจ
ว่าไม่ว่าจะมีสิ่งใดเกิดขึ้น…
ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นย่อมมีที่มาเสมอ
.
.
ว่าแล้วจึงชวนเขาลองใคร่ครวญ
ว่าที่น้ำหนักเยอะนั้นเกิดจากอะไร
ทุกวันนี้เขาทานอาหารแบบไหน
แป้ง เนื้อสัตว์ หรือพืชผัก อย่างไหนมากกว่ากัน
ทุกคำนั้นเคี้ยวละเอียดดีพอไหม
ระบบขับถ่ายดีหรือเปล่า
แล้วนอนดึกหรือไม่
เครียดบ้างไหม

เ พ ร า ะ เ ห ตุ ทุ ก อ ย่ า ง ที่ เ ร า ทำ
ย่ อ ม ส่ ง ใ ห้ เ กิ ด ผ ล อ ย่ า ง ที่ เ ร า เ ป็ น

ดูเหมือนว่าเขาได้ฟังแล้วเริ่มคลายใจ
แต่ถึงกระนั้นก็ยังแอบมีคำถามเล็กๆ เก็บไว้
ว่าแล้วน้ำหนักเยอะฝึกโยคะได้ไหม?
ฉันเลยยิ้มๆ แล้วตอบไป
ว่าในโลกนี้ไม่มีใครฝึกโยคะไม่ได้

ขอเพียงคุณฝึกโดยฟังเสียงร่างกายตัวเอง

_____________________
วิถีโยคะ : ธันวาคม 2562
เรื่องและภาพ : จิตฏาร์