#เพื่อ……..?

#เพื่อ……..?

วันหนึ่งได้รับข้อความมาปรึกษาเรื่องการดูแลแม่จากลูกสาวคนหนึ่ง เธอส่งข้อความมาเล่าว่า “แม่เอาแต่ใจออกคำสั่งน้ำเสียง แววตาเปลี่ยนไปหมดเรียกร้องตลอดเวลาเห็นแต่ทุกข์ของตัวเอง อยากหาย อยู่ใกล้ไม่ไหวเลย ทำไมแม่ใจร้ายอย่างนี้ เห็นแก่ตัวแบบนี้อยู่ใกล้แล้วเป็นทุกข์ไม่ไปดูแลก็รู้สึกผิด”
.
.
บ่อยครั้งที่ได้รับรู้เรื่องราวแบบนี้จากคนที่ให้การดูแลพ่อแม่ผู้สูงอายุบางคนทำให้เราเห็นว่าความแก่ ความเจ็บป่วยทำให้เขากลายเป็นเด็กน้อยอีกครั้ง หรือนี่คือ ‘เด็กน้อยในตัวเขา’ ที่มีอยู่แล้วมาตลอดชีวิต และมาเผยตัวออกในยามที่ร่างกายและจิตใจอ่อนแอที่สุด
.
.
จากการพูดคุยกันในกลุ่มเพื่อนที่กำลังสนุกสนาน แล้วจู่ๆ เพื่อนคนหนึ่งก็พูดประโยคที่คนสมัยนี้ชอบพูดกัน ด้วยเสียงสูง พร้อมสีหน้าสอดคล้องกับเสียงนั้นสั้นๆ ว่า “เพื่อ….?”

ฉันหยุดคิดไปนิดหนึ่งแล้วพบว่า นี่เป็นประโยคสั้นๆ ที่เด็ดมากเลยทีเดียวนะแม้จะเป็นคำถามทีเล่น ทีจริงที่นอกจะทำให้เพื่อนๆ ได้หัวเราะขำกันแล้ว ยังมีความหมายในการเรียกสติให้กลับมาได้อย่างง่ายดายอีกด้วย

ทุกคำพูด ทุกการกระทำของมนุษย์ที่มีความก้าวร้าวเบียดเบียน หรือทำร้าย ล้วนเกิดขึ้นจาก‘เด็กน้อยในตัวเขา’ ที่กำลังเจ็บปวดจากความคิด
.
.
เทคนิคที่จะเฝ้าสังเกตคำพูดและการกระทำของตัวเราเอง เพื่อค้นหา ‘เด็กน้อยในตัวเรา’ ที่ง่ายมาก ด้วยการตั้งคำถามกับตัวเองตัวอย่างเช่น

ทำไปเพื่อ…..? พูดไปเพื่อ…? โพสต์ไปเพื่อ…..? คอมเม้นต์ไปเพื่อ……..? คิดไปเพื่อ…..?
วิพากษ์วิจารณ์ไปเพื่อ…? แก้ตัวไปเพื่อ….?

ลองหยุดถามตัวเองแบบนี้ก่อนที่จะกระทำออกไปเราจะได้โอกาสค่อยๆ ลอกเปลือกความคิดของเราออกมาทีละชั้น ทีละชั้น อย่างช้าๆ ได้อย่างน่าสนใจ
.
.
สำหรับในโลกออนไลน์ระบบจะมีให้เราเลือก Privacy ของข้อความก่อนจะโพสต์ได้ แทนที่จะเปิดใช้เป็นสาธารณะ (Public)หรือ เพื่อน (Friend) ลองเปลี่ยนเป็น Only me ก่อนจะสื่อความคิดเห็นอะไรออกไป แล้วปล่อยเวลาให้ผ่านไปสักระยะหนึ่ง เป็นชั่วโมง เป็นวัน หรือเป็นสัปดาห์ แม้ว่าสิ่งที่เรากำลังสื่อสารจะเป็นสิ่งดีๆ ก็ตาม การลองเลือก Privacy แบบOnly me แล้วก็กลับมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า “เพื่อ…?” ก่อนที่จะตัดสินใจเปิดให้คนอื่นได้เห็นสิ่งที่เราต้องการสื่อออกไป

เพียรทำไปเรื่อยๆ ลอกเปลือกความคิดของเราอย่างตรงไปตรงมา ซื่อสัตย์กับตัวเองอย่างที่สุด ด้วยประโยคง่ายๆ ที่ถามตัวเองว่า “เพื่อ…… ?” แล้วดูคำตอบที่เราตอบตัวเอง ถ้ายังไม่ชัดเจนก็ถามซ้ำไปเรื่อยๆ ราวกับการค้นหาขุมทรัพย์
.
.
การฝึกโยคะ เราฝึกทำทุกวัน ทำบ่อยๆ เพื่อประสบความสำเร็จกับโยคะ
การฝึกตั้งคำถามกับตัวเองบ่อยๆ ก็เพื่อประสบความสำเร็จกับการรู้จักตนเองเช่นกัน
ระลึกไว้เสมอว่า ถ้าเราเสียเวลาไปกับการสนใจเรื่องราวเด็กน้อยในตัวคนอื่นมากเท่าไหร่เวลาที่จะใช้ค้นหาเรื่องราวเด็กน้อยภายในตัวเราก็น้อยลงเท่านั้น

ให้เวลากับตัวเองบ่อยๆ ทำเทคนิคนี้เสมอๆ เราจะเจอเด็กน้อยในตัวเราได้เร็วขึ้น
.
.
ข่าวดีคือ ตอนนี้เรายังแข็งแรงและมีเวลามาดูแลเด็กน้อยในตัวเรา ที่เขากำลังเจ็บปวดและงอแงกับเรื่องราวต่างๆ ในชีวิตประจำวัน ค้นหาเขาให้เจอก่อนที่เวลาจะหมด หรือก่อนที่เราจะแก่ตัวและอ่อนแรงวิ่งตามเด็กน้อยในตัวเราไม่ทันจนกระทั่งหลุดออกมาเป็นการกระทำสิ่งที่เป็นการทำร้ายและเบียดเบียนตนเองและคนใกล้ชิดในเวลาที่อายุมากขึ้น ดังตัวอย่างข้างต้น

ข่าวร้ายก็คือ ถ้าเราหาเด็กน้อยในตัวเราไม่พบ คนแรกที่เด็กน้อยในตัวเราจะทำร้ายเป็นตัวของเราเองยามแก่และเจ็บป่วยเสมอ.

_______________________
วิถีโยคะ : กุมภาพันธ์ 2563
เรื่อง : วรรณวิภา มาลัยนวล
ภาพ : จิตฏาร์

ไม่ลองก็ไม่รู้

#ไม่ลองก็ไม่รู้

คำถามในเช้าวันหนึ่ง

ยามเช้าวันหนี่งมีนักเรียนวัยรุ่นมาปรึกษาว่า

“อาจารย์คะ หนูอยากสูงขึ้น ถ้าหนูฝึกโยคะทุกวัน มันจะช่วยไหม?”

จากคำถามนี้ ทำให้นึกถึงเพื่อนคนนึงที่ไปเรียนคอร์สโยคะหลักสูตรเก้าเดือนที่ไกวัลยธรรมในวัยสามสิบนิดๆ จำได้แม่นเลย เขาบอกว่าเขาสูงขึ้นสองเซ็นติเมตรหลังจากเรียนจบหลักสูตรนี้

พอมีโอกาสได้เจอกัน ก็รู้สึกจริงๆ ว่าเขาสูงขึ้นกว่าแต่ก่อนนิดหน่อย

หลังจากคุยกันไปสักพักหนึ่ง ก็เลยบอกนักเรียนไปว่า

“เอาอย่างนี้ไหม ลองฝึกโยคะทุกวันดูสิ ทำต่อเนื่อง 21 วัน แล้วเรามาดูผลกันดีไหม

อาจารย์มีเพื่อนที่ฝึกโยคะทุกวันในวัยสามสิบกว่า แล้วส่วนสูงเพิ่มขึ้นนะ แต่เราก็ไม่ต้องไปกดดันตัวเอง ก็ลองฝึกไปแบบที่เราเรียนมาสามเดือนนี้แหละ ลองฝึกทำบันทึกแล้วมาดูผลกันอีกที”

เวลาผ่านไปสามอาทิตย์ นักเรียนคนเดิมเดินมาพร้อมกับรายงานหนึ่งเล่ม แล้วบอกว่า

“อาจารย์คะ หนูสูงขึ้นครึ่งเซ็นติเมตรแน่ะ ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเกิดขึ้นได้จริงๆ ด้วย”

จากนั้นนักเรียนก็เล่าให้ฟังว่าฝึกอะไรบ้าง และที่สำคัญคือมีการปรับท่าทางในชีวิตประจำวันด้วย

โดยปกติแล้วเขาจะนั่งห่อไหล่ หลังค่อม ตัวตึง พอได้มาฝึกอาสนะต่างๆ ก็ช่วยดูแลให้ร่างกายมีความยืดหยุ่นขึ้น นั่งตัวตรงได้นานขึ้น มีโทนของกล้ามเนื้อที่ดีขึ้น

เวลาเดินก็พยายามเดินอย่างรู้เนื้อรู้ตัว ไม่เผลอห่อไหล่หรือค่อมหลัง

อาการท้องผูก กับปวดท้องและปวดหลังช่วงมีรอบเดือนที่เคยมีก็ลดน้อยลง

สามารถขับถ่ายได้ดีขึ้น สบายตัวขึ้นเวลามีรอบเดือนมา

นอกจากปรับบุคลิกท่าทางแล้ว ยังมีการปรับเรื่องอาหารการกินด้วย

โดยลดชาไข่มุก บุฟเฟต์ของทอดของมัน เพิ่มอาหารมีกากใยและทำอาหารเองบ้าง

ถ้ามีเวลาก็จะฝึกอาสนะโดยเลือกให้เหมาะกับตัวเองในแต่ละวัน

หรือถ้าเหนื่อยมากๆก็จะฝึกท่าศพนานๆ ให้ได้พักทั้งร่างกายและจิตใจ

ผ่านไป 21 วันได้ยินเรื่องราวที่นักเรียนเล่าแล้วก็ดีใจไปกับเขาด้วย ชื่นชมที่เขามุ่งมั่นตั้งใจกับตัวเอง

จากวันนั้นเลยได้มีโอกาสพูดคุยกับรุ่นพี่อีกสองคนที่เคยไปเรียนโยคะที่สถาบันไกวัลยธรรมเกี่ยวกับเรื่องส่วนสูงที่เพิ่มขึ้นของเด็กนักเรียน

ปรากฎว่าพี่สองคนก็บอกว่าช่วงที่ฝึกโยคะอย่างจริงจังต่อเนื่องนั้นก็สูงขึ้นประมาณหนึ่งเซ็นติเมตรเหมือนกัน และนักเรียนที่เขาสอนโยคะอย่างสม่ำเสมอก็มีส่วนสูงที่เพิ่มขึ้นด้วย

ก็เลยว่าคุยกันว่าในวัยสามสิบ++ จะมีส่วนสูงที่เพิ่มขึ้นไปได้อย่างไร

พี่เขาเลยบอกว่า ส่วนนึงก็อาจจะเป็นเพราะความคลายของกล้ามเนื้อก็ได้นะ

ร่างกายค่อยๆ จัดปรับสมดุล ตรงไหนที่งอ ค่อม เกร็ง ก็อาจจะค่อยๆ ถูกคลายออก ยืดออก ผ่อนออกเลยมีส่วนสูงที่เพิ่มขึ้น อาจจะไม่ใช่ว่ากระดูกยืดขึ้นก็ได้

ก็เลยมานึกย้อนไปว่า ก่อนที่เพื่อนจะไปเรียนโยคะก็ทำงานหนักมาก ต้องอุ้มคนไข้ตัวใหญ่ๆ ขึ้นลงจากเตียง อาบน้ำให้ เปลี่ยนชุดให้ แบกของหนักๆ เดินทั้งวัน พักผ่อนน้อย

ร่างกายอาจจะมีความเกร็งตึงเรื้อรังอยู่ในส่วนใดส่วนหนึ่งมาเป็นระยะเวลายาวนานช่วงที่ทำอาชีพพยาบาล

พอได้มาผ่อนคลายร่างกายและจิตใจด้วยเทคนิคต่างๆ ของโยคะเป็นระยะเวลาร่วมปี ก็อาจจะทำให้บางส่วนของร่างกายเกิดการคลี่คลายจนส่งผลให้มีส่วนสูงที่เพิ่มขึ้นก็เป็นได้

ที่ตัดสินใจมาเล่าสู่กันฟังในวันนี้ ไม่ได้จะบอกว่าฝึกโยคะแล้วจะสูงขึ้น

แต่อยากจะบอกว่าหากเรามีความต่อเนื่องในการฝึกอย่างสม่ำเสมอ

ร่างกายก็จะค่อยๆ จัดปรับและฟื้นคืนความสมดุลกลับมาอีกครั้งเท่าที่จะเป็นไปได้

ไม่ลองก็ไม่รู้

อยากชวนพวกเรากลับมาฝึก ฝึกอย่างสม่ำเสมอ ต่อเนื่องโดยไม่ท้อถอย

ฟังสัญญาณจากร่างกายไปทีละนิด เราจะรู้เองว่าเมื่อไหร่ที่พอดีสำหรับเราในตอนนี้

โดยที่ให้ความสำคัญกับท่าทางภายนอกน้อยลง

ให้กายและใจค่อยๆ พัฒนาไปผ่านศาสตร์โบราณที่เราเรียกว่าโยคะนี้ดู

แล้วเรามาแลกเปลี่ยนกันว่าเกิดความเปลี่ยนแปลงอะไรภายในกาย ภายในใจของเราบ้าง

แล้วพบกันใหม่ค่ะ

________________________
เล่าสู่กันฟัง : มกราคม 2563
เรื่องและภาพ : วิลินทร วิภาสพันธ์

เล่าเรื่องสารัตถะ

#เล่าเรื่องสารัตถะ

ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548

เดิมทีสถาบันโยคะวิชาการเรามีสื่อที่จะติดต่อกับเครือข่ายเพื่อนครูโยคะผ่านทางจดหมายข่าวชื่อ ‘จุลสารโยคะสารัตถะ’ โดยออกเป็นรายเดือน มีหลากหลายบทความแยกตามแต่ละคอลัมน์อยู่ในฉบับเดียวกัน ที่เริ่มต้นเราพิมพ์สีเดียว โดยใช้กระดาษ A4 ประมาณสิบกว่าหน้าเย็บแม็ค แล้วส่งทางไปรษณีย์

จน ปี พ.ศ.2550 จึงพัฒนามาเป็นจุลสารพิมพ์ 2 สีเล่มเล็กๆ ดังรูป ขนาดพอดี ภาพสวย มีการออกแบบ การจัดหน้า ที่พิถีพิถันมากขึ้น เรียกได้ว่าสวยงามสมความตั้งใจ เป็นจำนวน 13 เล่ม ก่อนที่จะต้องลดรูปแบบลงเป็นแบบเดิมอีกครั้งด้วยเหตุผลเรื่องทุนสนับสนุน

แต่กองบรรณาธิการก็ไม่ได้ย่อท้อ

ยังคงตั้งใจเผยแพร่บทความดีๆ ต่อไป ซึ่งในภายหลังได้พัฒนาเป็น E-Book และส่งทาง Email ส่วนในรูปแบบกระดาษก็ยังคงมีส่งทางไปรษณีย์ให้สมาชิกกลุ่มเล็กๆ ที่แม้ว่าจำนวนไม่มากนัก แต่ก็อยู่กันมาเนิ่นนาน

กาลเวลาผ่านไป ช่องทางการสื่อสารของโลกเปลี่ยน การส่งจุลสารทางไปรษณีย์ E-Book และ Email จึงปิดตัวลง แต่ถึงกระนั้นความตั้งใจของกลุ่มผู้จัดทำจุลสารยังคงมั่น

เราจึงเปิดเพจ ‘สารัตถะ by สถาบันโยคะวิชาการ’ เพื่อเป็นประตูแห่งการสื่อสารกับเครือข่ายเพื่อนครู หรือผู้ที่สนใจโยคะ ผ่านทางบทความที่ทีมผู้เขียนตั้งใจที่จะแบ่งปัน

จะว่าไปการเดินทางของจุลสารโยคะสารัตถะก็ไม่ต่างจากชีวิตของคนหนึ่งคน ที่เดินทางผ่านช่วงเวลา ผ่านการเปลี่ยนผ่านครั้งแล้วครั้งเล่า ที่สุดท้ายแล้วแม้รูปแบบภายนอกจะเปลี่ยนไป แต่สิ่งที่เราต้องการสื่อยังคงเดิม

เพราะเราเชื่อเหลือเกินว่าไม่ว่าอะไรก็แล้วแต่ หากความตั้งใจยังมีอยู่ …วิธีการจะมาเอง

สุดท้ายเราหวังใจว่าผู้อ่านจะได้รับประโยชน์จากตัวหนังสือที่เรียงร้อยอย่างตั้งใจเหล่านี้บ้างไม่มากก็น้อย

ขอบคุณดวงตาทุกคู่ที่แวะเวียนผ่านมา : )

ระหว่างทาง

#ระหว่างทาง

เ ป รี ย บ ดั่ ง ผู้ ที่ กำ ลั ง ปี น เ ข า
ไม่ได้มีสติอยู่บนยอดภูสูงอันไกลโพ้น
หากแต่ต้องจดจ่ออยู่กับก้อนหินแต่ละก้อนที่กำลังเหยียบย่าง
มิเช่นนั้นแล้ว..
อาจก้าวพลาดจนทำให้ได้รับบาดเจ็บ
กระทั่งไม่สามารถไปถึงยังจุดหมายได้

ก า ร ฝึ ก อ า ส น ะ ก็ เ ช่ น เ ดี ย ว กั น
ท่วงท่าสุดท้ายที่สมบูรณ์แบบนั้นอาจเป็นสิ่งที่หลายคนปรารถนา
แต่สิ่งที่ควรใส่ใจและให้ความสำคัญมากกว่า
คือทุกๆ การเคลื่อนไหวที่กำลังดำเนินไป
รับรู้ในทุกๆ ความรู้สึกที่กำลังเกิดขึ้น
…ด้วยสติ

และที่สุดแล้วเราอาจได้เรียนรู้
ว่าจุดหมายที่แท้จริง
อยู่ที่ความสุขขณะก้าวเดินไปบนระหว่างทางนั่นเอง

_____________________
ชวนคิด : มกราคม 2563
เรื่องและภาพ : จิตฏาร์

จะกลับบ้านยังไง

#จะกลับบ้านยังไง

โยคะเป็นภูมิปัญญาอินเดียโบราณว่าด้วยแนวคิดเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตให้พ้นไปจากความทุกข์ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอดเวลา โยคะมีทรรศนะว่าจิตปรุงแต่งคือสาเหตุแห่งทุกข์ เดิมทีจิตเราบริสุทธิ์ อยู่ในบ้านด้วยความสงบ แต่เพราะเราเริ่มมีความอยาก จิตจึงเริ่มเตร็ดเตร่ออกจากบ้าน มิหนำซ้ำยังเข้าใจผิดว่าความสนุกสนานนอกบ้านเป็นเรื่องดีจึงหลงอยู่นอกบ้านเป็นเวลาเนิ่นนาน
.
.
การฝึกโยคะเป็นประจำสม่ำเสมอคือการค่อยๆ ดับการปรุงแต่งของจิต ค่อยๆ เดินทีละก้าว (1.21) จนในที่สุด จิตที่หลงทางนั้นก็สามารถกลับถึงบ้านสู่ความสงบเย็นตามเดิม
.
.
โยคะสูตรกล่าวถึงการพาจิตหลงทางกลับบ้านไว้อย่างไร

ปตัญชลีผู้รวบรวมตำราโยคะสูตรอันเป็นตำราแม่บทในการศึกษาโยคะระบุว่า สิ่งที่ดารดาษนอกบ้านนั้นคือกิเลส นำพาเราไปสู่ความอร่อย ความสนุก ความเตลิด ฉะนั้นเราจะกลับบ้านได้ก็ด้วยการทวนกระแสกิเลส (2.10) ซึ่งมีได้หลายๆ ช่องทาง เช่น

ด้วยความอดทน (2.1) โดยเราต้องเท่าทันธรรมชาติของความโลภว่ามันมีแต่จะเพิ่มขึ้นๆ ไม่สิ้นสุด (2.19)

ด้วยการศึกษาเรียนรู้ (2.1) ข้อมูลประสบการณ์ต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการเดินทางกลับบ้าน

ด้วยศรัทธา (2.1) เพราะบางครั้งเราจำเป็นต้องเดินไปข้างหน้าแม้จะยังมองไม่เห็นอะไร

โดยหมั่นไตร่ตรอง (2.26) คอยตรวจสอบเพื่อไม่ให้การเดินทางของเราเป็นเพียงความงมงาย

ด้วยการคอยเตือนตัวเอง ไม่ตู่เหมารวมเอาสิ่งต่างๆ ในตัวเรา รอบตัวเรา ว่ามันเป็นของเรา (2.17)

ด้วยการดำเนินชีวิตอันประกอบด้วยศีล ประกอบด้วยวินัย ประกอบด้วยความสำรวม (2.28)

ด้วยการดูแลร่างกายให้สมดุลด้วยท่าอาสนะ ดูแลอารมณ์ให้ปกติด้วยการฝึกปราณายามะ (2.28)

ด้วยการนั่งสมาธิสม่ำเสมอ(2.11) ซึ่งทำให้มี ทางเลือกที่จะสุขแบบสงบเย็น ไม่ใช่สุขแบบล้นเลี่ยน

เมื่อดำเนินวิถีตามที่กล่าวข้างต้น กิเลสจะอ่อนกำลัง (2.2) ปัญญาจะค่อยๆ งอกงาม (2.27) คืนการรู้อันแท้จริงให้จิต (2.23) ในที่สุดอวิชชาก็ดับ บ้านก็ปรากฏ (2.25)

_____________________
วิถีโยคะ : มิถุนายน 2559
เรื่อง : กวี คงภักดีพงษ์
ภาพ : จิตฏาร์

ฟัง

#ฟัง

บางครั้งการใช้ชีวิตมันก็ยา
ที่จะรู้ว่าตรงไหนคือตรงกลา
และแค่ไหนจึงจะพอดี

แต่โยคะสอนให้เรารู้จักสิ่งเหล่านั้นผ่านการฝึกอาสนะ
โดยสอนให้เราเฝ้าสังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นกับกล้ามเนื้อระหว่างการฝึก
ซึ่งหากตึงมากไปก็ผ่อนลงอีกนิด
หรือหากย่อหย่อนไปก็เหยียดยืดขึ้นอีกหน่อย
ขณะเดียวกันก็ฝึกที่จะเท่าทันปฏิกิริยาของใจ
ที่เคลื่อนไหวอยู่เสมอ แม้กายนิ่ง
และฝึกที่จะฟังเสียงกาย
หาจุดที่ลงตัวระหว่างความมั่นคงที่จะคงค้างอยู่ในท่วงท่านั้นได้
แต่ยังเบาสบาย มีสติ
และเมื่อเราเริ่มรู้จักความพอดีจากการฝึก
เมื่อนั้นเราอาจเริ่มเรียนรู้ที่จะหาความพอดีได้
กับบางเรื่องราวในชีวิต
โดยรู้จักที่จะรับฟังเสียงต่างๆ บ้าง

แ ท น ที่ จ ะ ฟั ง เ พี ย ง เ สี ย ง ข อ ง ใ จ

_____________________
ชวนคิด : ธันวาคม 2562
เรื่องและภาพ : จิตฏาร์