หน้าแรก
หน้าแรก
เกี่ยวกับเรา
ข่าวสาร & กิจกรรม
บทความ
กระดานสนทนา
เพื่อนบ้านโยคะ
ผลิตภัณฑ์ของสถาบัน
ติดต่อเรา
จุลสารโยคะสารัตถะ
จิตสิกขา
สถิติเว็บไซต์
จำนวนหน้าที่ถูกเรียกชม: 121,751
จำนวนผู้เข้าชม: 14,704
ผู้เข้าชมที่ลงทะเบียนแล้ว: 269
จำนวนเนื้อหาภายในเว็บ: 128
เริ่มนับตั้งแต่: 2009-03-05 17:55
รับจุลสารโยคะสารัตถะ
กรอกอีเมล์เพื่อขอรับจุลสาร
Delivered by
FeedBurner
ล็อกอิน
ชื่อผู้ใช้:
*
รหัสผ่าน:
*
สร้างบัญชีผู้ใช้ใหม่
ลืมรหัสผ่าน
thaiyogainstitute
on Facebook
จุลสาร กันยายน 2552
อ่านเอกสารออนไลน์บนเว็บ
ดาวน์โหลดเอกสารเป็นไฟล์ .PDF
Enable JavaScript in your browser to view this document as it was initially formatted.
จดหมายข่าว
วิถีชีวต เพื่อสุขภาวะ ิ
www.thaiyogainstitute.com
ฉบับเดือน กันยายน 2552
คุยกันก่อน ปฏิทินกิจกรรม โยคะวิถี โยคะจากอินเดีย ปกิณกะ สุขภาพ แนะนำาหนังสือ ตำาราโยคะดั้งเดิม สะกิด สะเกา เทคนิคการสอน จดหมายจากเพื่อนครู
2 2 3 4 5 7 8 10 11 11
ควา มรู ้ ม ิต รภา พ แ ละ วิ ถี ชีวิ ต
การปร ะช ุม เค รือ ข่ ายโย คะ วิ ชา กา ร 31 ตุล าค ม - 1 พฤ ศจ ิก ายน 255 2
จด หม าย ข่า ว โย คะ สาร ัต ถะ วิถีชีวิตเพื่อสุขภาวะ ที่ป รึ กษ า แก้ว วิฑูรย์เธียร ธีรเดช อุทัยวิทยรัตน์ นพ.ยงยุทธ วงศ์ภรมย์ศานติ์ นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ ิ กองบ รร ณา ธิก าร กวี คงภักดีพงษ์ กุลธิดา แซ่ตั้ง จิรวรรณ ตั้งจิตเมธี ณภัทร วัฒนะวงศี ณัตฐิยา ปิย มหันต์ ณัฏฐ์วรดี ศิริกุลภัทรศรี ธัญยธรณ์ อรัณย์ชลาลัย พรจันทร์ จันทนไพรวัน วรรณวิภา มาลัยนวล วีระพงษ์ ไกรวิทย์ ศันสนีย์ นิรามิษ
21764211.doc 1
สถาบันโยคะวิชาการ มูลนิธิหมอชาวบ้าน
201 ซอยรามคำาแหง 36/1 บางกะปิ กทม.10240 โทรศัพท์ 02 732 2016-7, 081 407 7744 โทรสาร 02 732 2811 อีเมล์ yogasaratta@yahoo.co.th เว็บไซท์ www.thaiyogainstitute.com
สิ่ งตี พิ มพ ์
21764211.doc 2
สวัสดีเพื่อนสมาชิกและผู้อ่านทุกท่าน เดือนสิงหาคม และกันยายน เดือนปิดงบประมาณของราชการ จะเป็นช่วงที่ สถาบันฯ ยุ่งมาก ทั้งเดินทางไปต่างจังหวัด หรือที่กรุงเทพฯ เอง เมื่อได้มีโอกาสไปเยี่ยมเยียนเครือข่ายตามภูมิภาค พบเพื่อน ครูก็จะพูดถึงจุลสาร ซึ่งเป็นสื่อเชื่อมโยงพวกเรา ให้ยังคงรู้ข่าวคราวกัน หลายคนฝากสมัครสมาชิกจุลสารมาด้วยเลยก็มี ทำาให้ ทางกอง บก มีกำาลังใจที่จะช่วยกันทำาจุลสารต่อไป บางคนบอกจำาไม่ได้ว่าหมดอายุเมื่อไหร่ ให้ดูง่ายๆ ตรงสติกเกอร์ที่อยู่จ่าหน้า มุมขวาบน จะระบุเดือน ปี ของวันหมด อายุ เอ้า ใครเห็นว่าของตัวเองหมดอายุแล้ว ต่อสมาชิกกันเข้าไปเลยนะ ช่วยกัน เราจะได้มีทุนไว้ทำาของปี 2553 ไง การประชุมเครือข่ายครูโยคะ สถาบันโยคะวิชาการฯ ขณะนี้คนยังสมัครเข้ามาไม่มาก อยากให้เพื่อนๆ รีบลงทะเบียน อย่ารอช้า เพื่อเราจะได้เตรียมการถูก อย่าลืมนะ หลังวันที่ 15 กันยาไป เก็บ 1,750 บาท ถ้าสมัครก่อนวันที่ 15 ก.ย. เขาเก็บ 1,500 บาท เหลืออีกไม่กี่วันนะ กอง บก. วิชา จิตสิกขา ปี 2552 เดือนกันยายน จัดวันเสาร์ที่ 19 เวลา 7.30 – 12.30 o.หัวข้อ “พระไตรปิฎก (2)” พระสุตตันตตปิฏก คราวนี้เราจะต่อกันเรื่อง อังคุตตรนิกาย และ ขุททกนิกาย ณ ห้อง 262 คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ค่า ลงทะเบียน 150 บาท สถาบันฯ จัดอบรมครูโยคะหลักสูตรระยะสั้น 65 ชั่วโมง รุ่นที่ 13 เรียนรู้ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ปรัชญาอินเดียที่เป็นต้นราก ของโยคะ ประวัติศาสตร์ของโยคะ ตำาราโยคะดั้งเดิม ปตัญชลีโยคะสูตรอธิบายโยคะไว้อย่างไร ทำาความเข้าใจท่าอาสนะผ่านมุม มองของสรีรวิทยา กายวิภาค ซึ่งจะช่วยให้เราฝึกโยคะได้อย่างปลอดภัย ฝึกปฏิบัติเทคนิคโยคะ ได้แก่ ฝึกท่าอาสนะโดยใช้ความรู้สึกเป็นตัวนำา (ผ่านท่าอาสนะเพียง 14 ท่า) ฝึกปราณายามะ มุทรา พันธะ กริยา เพียงบางชนิด เพื่อให้เราเข้าใจภาพรวมของโยคะ และ ทำาความเข้าใจกับวิถีชีวิตอย่างเป็นองค์รวมของโยคะ อบรมเป็นค่ายตลอด 7 วัน 6 คืน ระหว่างวันที่ 23 – 29 พฤศจิกายน ณ สวนสันติธรรม ลำาลูกกา คลอง 11 ค่าลงทะเบียน 12,500 บาท มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ และ สสส จัดงาน “สานจิตรเสวนา มหกรรมความรู้การพัฒนาจิต” วันที่ 10 – 11 กันยายน 2552 ณ ศูนย์การประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพฯ เพื่อสื่อสารแบบสองทาง สร้างความเช้าใจเรื่องการพัฒนาจิต และ เพื่อสื่อสารให้สังคม วงกว้างได้เรียนรู้เรื่องการยกระดับจิต ที่สามารถนำาไปใช้ได้ในชีวิตประจำาวัน สนใจติดต่อสอบถามที่มูลนิธิสดศรีฯ 02 511 5860 การปร ะช ุม เค รือ ข่ ายโย คะ วิ ชา กา ร: ควา มรู ้ ม ิต รภา พ แ ละ วิ ถี ชีว ิต 31 ต.ค. - 1 พ.ย. 2552 ณ สถาบันวิชาการ TOT ถนนงามวงศ์วาน 17 กำาหนดการ เสาร์ที่ 31 ตุลาคม 2552 08:00 – 08:30 ลงทะเบียน 08:45 - 09:00 วีดีทัศน์: 10 ปี สถาบันโยคะวิชาการ 09:00 – 10:00 The Research Works on Traditional Yoga at the Lonavla Yoga Institute Dr. Manmath Gharote, กวี คงภักดีพงษ์ แปล 10:00 – 11:00 The Future of Traditional Yoga in India and Southeast Asia ครูฮิโรชิ ไอคาตะ, ครูฮิเดโกะ ไอคาตะ, กวี คงภักดีพงษ์ แปล 11:00 – 12:00 อนาคตของโยคะวิชาการ ใน ประเทศไทย กวี คงภักดีพงษ์ 12:00 – 13:30 อาหารกลางวัน, ชมนิทรรศการในงาน 21764211.doc 3
13:30 – 14:00 มิตรภาพเครือข่ายโยคะ: ชุมชนคนพัฒนาจิต กวี คงภักดีพงษ์ 14:00 - 18:30 เวอร์คชอป: มิตรภาพเครือข่ายโยคะ ธนวัชร์ เกตน์วิมุต และ คณะ 18:30 – 20:00 สังสรรค์ และ รับประทานอาหารเย็นร่วมกัน อาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน 2552 08:00 – 09:15 ฝึกอาสนะ ปราณายามะ ครูฮิโรชิ ไอคาตะ, ครูฮิเดโกะ ไอคาตะ, กวี คงภักดีพงษ์ แปล 09:30 – 11:30 วิถีชีวิตแห่งธรรมะ อาจารย์กมพล ทองบุญนุ่ม ั 11:30 – 13:00 อาหารกลางวัน, ชมนิทรรศการในงาน 13:00 – 15:30 แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ครูโยคะ อ.ธีรเดช อุทัยวิทยารัตน์ (พี่เละ), ครูชื่นชม สิทธิเวช (ครูหนู), ครูกวี คงภักดีพงษ์ 16:00 ปิดงาน ค่าลงทะเบียน ชำาระเงินก่อน 15 กันยายน 1,500 บาท ชำาระเงินหลัง 15 กันยายน 1,750 บาท (สำาหรับเพื่อนครูที่มาจากต่างจังหวัด มีบริการห้องพัก คืนละ 750 บาท / พักได้2 คน ) สอบถาม และ ลงทะเบียนได้ที่ สถาบันโยคะวิชาการ โทร.02 732 - 2016-7 มือถือ 081 495 - 1730 หรือ 081 401 – 7744
นิย าม แห ่งโย คะ
ธีรเดช อุทัยวิทยารัตน์
หลายปีก่อนสำานักพิมพ์โกมลคีมทองจัดงานเสวนาเรื่องโยคะเพื่อเปิดตัวหนังสือ “หัวใจแห่งโยคะ” โดยเชิญผู้ที่ครำ่า หวอดในแวดวงโยคะของเมืองไทยสองท่าน และผมในฐานะผู้แปลหนังสือเล่มดังกล่าวเป็นผู้ร่วมเสวนา หลังจากผู้ร่วมเสวนานำาเสนอและแลกเปลี่ยนประสบการณ์การฝึกโยคะของตัวเองจบ ผูดำาเนินการเสวนาเปิดโอกาสให้ ้ ผู้ฟังได้แลกเปลี่ยนมุมมองของตัวเองและตั้งคำาถามให้ผู้ร่วมเสวนาตอบ ผู้ฟังท่านหนึ่งปล่อยหมัดเด็ดด้วยการขอให้ผู้ร่วมเสวนาแต่ละคนพูดถึงนิยามของโยคะในความคิดเห็นของตัวเองแบบ สั้นๆ พลันที่สิ้นสุดคำาถามข้างต้น ก็มีผู้ฟังอีกท่านเอื้อนเอ่ยโศลกจากคัมภีร์ปตัญชลีโยคสูตรด้วยเสียงดังฟังชัดไปทั่วห้อง ประชุมว่า “โยคะ จิตตะ วฤตติ นิโรธะหะ” เสียงร่ายโศลกที่หนักแน่นบ่งบอกความมั่นใจ เรียกรอยยิ้มจากผู้ฟังหลายคนในห้องนั้นรวมทั้งผู้ร่วมเสวนาทั้งสามคน เมื่อถึงคิวของผมที่ต้องให้นิยามของโยคะสั้นๆ ผมแลกเปลี่ยนว่าอันที่จริงโศลกที่ผู้ฟังอีกท่านยกขึ้นมาจากโยคสูตรนั้น ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในนิยามแห่งโยคะที่น่าจะตรงไปตรงมาที่สุด เพราะถอดความตามตัวอักษรได้ว่า “โยคะคือการสิ้นสุดหยุดยั้ง การแส่ส่ายของจิตอย่างสิ้นเชิง” แต่ในเมื่อถูกขอให้(ลอง)ให้นิยามของคำาว่าโยคะจากมุมมองของผม ผมจึงหวนนึกถึงประสบการณ์ที่เริ่มฝึกอาสนะใน ลักษณะที่ค่อนข้างจะเป็นเรื่องบังเอิญ จากนั้นค่อยๆ ยำ่าเดินบนเส้นทางสายนี้ ซึ่งนำาผมไปสู่การค้นพบที่ทางที่ลงตัวของชีวิต ด้วยการเป็นผู้เยียวยา ผมจึงให้นิยามของคำาว่าโยคะจากผลึกของประสบการณ์และความคิดของตัวเองว่า “โยคะคือความลงตัวของชีวิตในทุก มิติ” 21764211.doc 4
ตั้งแต่มิติของความสัมพันธ์ระหว่างตัวเรากับสรรพสิ่งรอบๆ ตัวเราที่เราเป็นส่วนย่อยๆ ส่วนหนึ่ง ซึ่งดำารงอยู่อย่าง อาศัยซึ่งกันและกัน ตังแต่ธรรมชาติที่ไพศาลระดับจักรวาลที่รวมถึงที่ว่าง ธาตุลม ธาตุไฟ ธาตุนำ้า ธาตุดิน สรรพสัตว์ ลงมาถึง ้ ความสัมพันธ์กับผู้คนในวงรอบที่อยู่ไกลออกไปอย่างเพื่อนร่วมโลก และที่ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ เป็นระดับประเทศ ชุมชน และคนใน ครอบครัวที่อยู่ใกล้ตัวเราที่สุด จากนั้นก็เป็นความลงตัวในชีวิตในมิติของตัวเราเอง ซึ่งอาจครอบคลุมตั้งแต่วิถีแห่งการงานหรืออาชีพ ความลงตัวใน ทางเศรษฐกิจหรือพูดง่ายๆ คือ เราสามารถเลี้ยงปากเลี้ยงท้องได้โดยไม่ขัดสน ความลงตัวในแง่ของสุนทรียภาพในชีวิต รวมทั้ง ความลงตัวในทางสุขภาพ เช่น มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ไม่เจ็บไข้ได้ป่วย หรือหากจะล้มป่วยก็สามารถปรับตัวคืนสู่สมดุลได้ อย่างเหมาะสม สุดท้ายคือความลงตัวของชีวิตในมิติแห่งตัวตนภายใน หรือพูดอีกอย่างว่าเป็นความลงตัวในทางจิตใจและจิตวิญญาณ ซึ่งก็คือสภาวะจิตที่ค่อยๆ สงบนิ่งจากอาการแส่ส่ายไร้ทิศทาง และตั้งมั่นสู่สมาธิ จนหยั่งรู้และเข้าถึงสภาวะที่แท้จริงของสรรพสิ่ง ตามที่มันเป็น ทั้งหมดทั้งมวลที่ว่ามานี้คือความหมายหรือนิยามของโยคะจากผลึกของประสบการณ์และความคิดของผม ซึ่งพูดตาม จริงแล้วก็เป็นบริบทเดียวกับองค์แปดแห่งโยคะที่มหามุนีปตัญชลีประจักษ์และจารึกเรียบเรียงออกมาเป็น ”โยคสูตร” เมื่อหลาย พันปีก่อน เพียงแต่ผมนำามาร้อยเรียงเป็นมิติของชีวิตตามความเข้าใจจากประสบการณ์ของผม ที่สำาคัญอีกอย่างคือแม้จะให้นิยามของโยคะจากมุมมองของตัวเองได้ แต่ก็หาได้หมายความว่าตัวผมนั้นเข้าถึงหรือเป็น หนึ่งเดียวกับนิยามแห่งโยคะที่ว่านี้แล้ว ถ้าบอกว่าโยคีคือผู้ที่เข้าถึงสภาวะแห่งโยคะ หรือพูดในภาษาที่ผมคุ้นชินว่าคือผู้ที่เข้าถึงความลงตัวในทุกมิติของชีวิต อย่างสมบูรณ์แล้ว ผมเองอย่างดีกคงเป็นได้แค่ผู้ที่เริ่มย่างก้าวไปบนเส้นทางแห่งโยคะ จนพอจะมองเห็นภาพร่างของนิยามและสภาวะ ็ แห่งโยคะชัดเจนขึ้นบ้าง หลังจากสนใจใคร่รู้เรื่องของโยคะอย่างจริงจังจนตัดสินใจไปรำ่าเรียนโยคะที่อินเดียเมื่อสิบเก้าปีก่อน
ชีว ิต ลิข ิตเอง (Lif e is full of c ho ic es ) K.P. Mohandas Rao เรื่อง ธำารงดุล แปล จาก Yoga and Total Health Vol.LIV No.6 January 2009
Most of us believe that we are where we are because of things external to us on which we had no choice. We can even justify it by saying that we had no choices of where we are born, to whom, the quality of life at home, the opportunities that come our way or denied to us and so on. Yes, those that continued to be miserable will be die hard to believers of this, summed up as fate. But, even if one is born to riches and with silver spoon in the mouth, as they say, one could still feel a loser as they comparison will be with those that are blessed with even more. Actually we tend to choose between what we like to จริงๆแล้ว เมื่อต้องเลือกระหว่างสิ่งที่เราชอบทำา กับสิ่ง do and what is good, and we end up choosing…. What we ที่ดี ในที่สุดเราก็เลือก... สิงที่เราชอบทำา ! เราไม่ได้หมายถึง ่ วัยทารก ซึ่งช่วงเวลานั้น ทารกไม่ต้องคิดถึงวันวานหรือพรุ่งนี้ like to do! Don’t look at the period of infancy as at that ณ วัยนั้น เมื่อทารกร้องไห้ แค่ได้รับสิ่งที่ต้องการก็มีความสุข stage there is neither a yesterday nor a tomorrow. It is just that moment. The infant cries and if it gets what it wants it
คนส่วนใหญ่เชื่อว่าเราเป็นอย่างที่เป็นอยู่ จากปัจจัย ภายนอกที่เราไม่สามารถเลือกได้ อย่างที่เรามักพูดว่า เราไม่ สามารถเลือกที่เกิด, เลือกที่จะเป็นลูกของใคร, เลือกคุณภาพ ชีวิตที่บ้าน, เลือกโอกาสในชีวิตที่อาจจะเข้ามา หรือผ่านเลย เราไป ผู้ที่เชื่อเช่นนี้ ยังจมอยู่กับความทุกข์จากสิ่งเหล่านี้ หลายคนจึงสรุปว่า ทุกอย่างขึ้นกับชะตาลิขิต ถึงแม้ว่าบางคน เกิดมาในครอบครัวที่รำ่ารวยอย่างที่เราเรียกว่าคาบช้อนเงินมา เกิด ยังอาจจะเกิดความรู้สึกว่าเรายังด้อยอยู่เมื่อเปรียบเทียบ กับคนอื่นที่มมากกว่า ี
21764211.doc 5
แต่เราพูดถึงวัยเด็ก ที่เราต้องการเกมฟุตบอลใหม่ ข้อเรียก ร้องใหม่ๆ จะรวยหรือจนก็ไม่แตกต่างกัน ต่อเมื่อเรามีความรู้, ผ่านประสบการณ์, มีชีวิตที่มีทั้งเกียรติและความทุกข์ทรมาน มากขึ้น นั่นทำาให้เราเริ่มเรียนรู้ที่จะบริหารจิตใจ เรามีข้อสรุป จากอดีต และคาดคะเนได้ถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาในอนาคต เราใช้ข้อมูลในการตัดสินใจเลือก แต่การเลือกของเราก็ยังคง ผิดพลาด เพราะเรายังเลือกที่จะให้ความสำาคัญกับการสนอง ความต้องการและทำาให้สมปรารถนาโดยเอาสุขภาพของเราไป แลก ทั้งๆ เรายังคงเลือกผิดๆ ทั้งๆ ที่รู้ เราล้วนรู้ว่าสิ่งไหน เหมาะ สิ่งไหนดี เช่นการตื่นนอนตั้งแต่ตีห้าทุกวันจนเป็นนิสัย เพื่อใช้เวลาบางส่วนในการนั่งสมาธิ ไม่ใช่ตื่นดี 5 แค่ในวันที่ ต้องไปขึ้นเครื่องบินให้ทัน (คำาว่า “ไม่มีเวลา” ไม่ใช่ข้ออ้าง เพราะแม้ไม่มีการนั่งสมาธิ เราก็ตื่นสาย สายเลยเวลาที่ทำา สมาธิเสร็จแล้วด้วยซำ้า) ทั้งๆ ที่รู้ว่าการตื่นเช้า ทำาให้เรา สามารถวางแผนทำาสิ่งที่ต้องทำาในแต่ละวันได้อย่างเป็น ระเบียบเรียบร้อย ไม่ใช่ทำางานอย่างหัวซุกหัวซุนเหมือนไก่ ไม่มีหัวพยายามวิ่งไล่ตามงานให้ทัน ทั้งๆ ที่รู้ว่า การรับ ประทานอาหารที่ปรุงอย่างง่ายๆ ในปริมาณที่พอเหมาะ ตาม เวลา จะทำาให้เราสามารถกินเพื่ออยู่ ไม่ใช่อยู่เพื่อกินมื้อกลาง วันหรือมื้อคำ่าที่ปรุงอย่างประดิดประดอย ทั้งๆ ที่รู้ว่า การรู้จัก จัดลำาดับความสำาคัญของภารกิจและหน้าที่นั้น ไม่ได้ยากเกิน กว่าจะจัดการ
is happy and the next moment it is another ball game and a new requirement. Rich, poor makes no differences. When we are exposed to more knowledge, experience, life in all its glory and misery, then we tend to exercise our minds. If so doing we should be looking at the past and the consequences for the future, we make an informed choice. Yet, we fail in our selections as we tend to give importance to meeting our wants and satisfying our desires at the cost of our good health. It is not ignorance that causes this as we all know is right and good. Like, getting up in the early hours at 5a.m. every day as a habit, not just when you have to catch the flight, spending some moments in meditation, (lack of time is not an excuse as you were perhaps otherwise getting up much later!), planning your activities for the day so that you can accomplish those task in orderly fashion rather than run around like an headless chicken trying to catch up, eating small portions of simple food at regular intervals so that you can eat to survive rather than live to eat elaborate lunches and dinners, prioritize your task and duties so that they do not appear insurmountable.
It is not that there is always a conflict between what is good and what we all want. If somehow we can make them compatible, we got it made. It is common knowledge มันไม่ได้มความขัดแย้งระหว่างสิ่งที่ดี และสิ่งที่เรา ี that there are many suffer from diabetic condition as they ต้องการเสมอไป บางครั้งเราสามารถผนวกทั้งสองอย่างให้เข้า advance in age. It is also known that if one leads a balanced กันได้ เป็นที่รู้กันว่า คนจำานวนมากเป็นทุกข์จากเบาหวานเมื่อ life with a good walk every day, a balanced meal at regular มีอายุมากขึ้น และยังทราบว่า ถ้าเรามีวิถีชีวิตอันสมดุล ด้วย intervals, and cares to avoid excesses and abuse of the body การเดินออกกำาลังกายทุกวัน ถ้าเรารักษาสมดุลของอาหารที่ with late nights and intoxicating drinks, then the chances of รับประทานแต่ละมื้อ ถ้าเรารักษาสมดุล ด้วยการหลีกเลี่ยงที่จะ extracting such diseases diminish.
ใช้ร่างกายในทางที่ผิดหรือหักโหมเกินไป ไม่นอนดึก ไม่ดื่ม สุรา นั่นจะทำาให้โอกาสที่จะเป็นโรคต่างๆ ลดลง *เป็นความตั้งใจของผู้แปลที่ทดลองนำาเสนอในแบบ สองภาษา เพื่อให้คนอ่านได้อ่านต้นฉบับด้วย ซึ่งบางครั้งการถ่ายทอดจาก สำานวนต้นฉบับการเล่นคำาในภาษาอังกฤษนั้นสวยงามแต่ถูกจำากัดด้วยภาษา เมื่อแปลออกมา และเปิดโอกาสให้ผู้มีภูมิรู้ช่วยกัน แสดงความคิดเห็นหรือผมอาจตีความ (เรียกง่ายๆว่า แปลผิด)ไปบ้าง
เรียง
สดใส แปล และ เรียบ
กินอ ย่า งม ีส ติ ช่ว ยใ ห้ผอ ม งานศึกษาล่าสุดได้ค้นพบว่า การฝึกโยคะด้วย “การกินอย่างมีสติ” เป็นวิธีควบคุมนำ้าหนักที่ดีมาก
21764211.doc 6
ด้วยชื่อมันก็บอกอยู่แล้วว่า คนที่หัดกินอย่างมีสติ จะมีการคำานึงถึงอาหารที่กิน และจะมีความรูสึกตัวในการบริโภค ้ อาหาร มันเป็นคุณสมบัติที่เพิ่มขึ้นได้เมื่อคนเราฝึกโยคะ จากการศึกษาอาสาสมัคร 300 คน ที่เข้าร่วมในโยคะสตูดิโอ ศูนย์ออกกำาลังกาย หรือคลินิกลดนำ้าหนัก ในเมืองซีแอท เติล นักวิจัย อลัน คริสตัล พบว่า คนกลุ่มที่ฝึกโยคะจะมี “ดรรชนีมวลรวมกาย” ตำ่ากว่า กลุ่มคนที่ออกกำาลังกาย (แปลว่าผมอก ว่า) คริสตัลเชื่อว่าเป็นเพราะโยคะเสริมสร้างนัยยะของการกินอย่างมีสติ และกินเฉพาะเมื่อหิวเท่านั้น ไม่ใช่กินเพราะว่าอารมณ์ หรือสื่อโฆษณาพาไป (Source: Journal of the American Dietetic Association, 2009; 109: 1439). เก ินกว่ าค รึ ่งหน ึ่งใ นเด็ ก เ กิด ผลข้ างเ คียง จา กยาท าม ิฟลู มากกกว่าครึ่งหนึ่งของเด็กที่ได้รับยาทามิฟลู (ยาต้านไวรัสที่รักษาไข้หวัดหมู) จะมีอาการข้างเคียงเช่น ฝันร้ายและ คลื่นไส้ หน่วยงานป้องกันสุขภาพของสหราชอาณาจักรเปิดเผยว่า 53% ของเด็กที่ได้รับยาจะมีรายงานการเกิดผลข้างเคียง จากยาหนึ่งหรือสองอาการ อาการพี่พบบ่อยที่สุดคือ คลื่นไส้ (29% ของเด็กที่ได้รับยา) ตามมาด้วยอาการปวดท้อง ปวดเกร็งใน ช่องท้อง และมีปัญหาในการนอนหลับ ขณะที่ประมาณหนึ่งในห้ามีอาการทางจิตเวช เช่น ฝันร้าย หรือมีพฤติกรรมประหลาด เจ้าหน้าที่สาธารณสุขในญี่ปุ่นก็มีรายงานเช่นกัน ถึงจำานวนตัวเลขการฆ่าตัวตายในหมู่วัยรุ่นที่ได้รับยาทามิฟลู อาห าร แบบโล คา ร์ บ (low-c ar b) เป็น สาเ หต ุใ ห้เ กิด หัว ใจว าย อาหารประเภทคาร์โบไฮเดรทตำ่าตามสูตรแอทกินส์จะทำาให้เกิดโรคหัวใจวายได้ในที่สุด ถ้ารับประทานมาเป็นระยะ เวลานาน การรับประทานอาหารประเภทที่แทบจะไม่มีคาร์โบไฮเดรทเลย แต่กลับทานไขมันและโปรตีนเป็นจำานวนมาก สามารถ ทำาความเสียหายให้แก่หลอดเลือดแดง และนำาไปสู่การเกิดหัวใจวายหรือ โรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน นักวิจัยได้บอกว่า จากการรับประทานอาหารโลคาร์บเพียงแค่ 12 สัปดาห์ ก็ตรวจพบความเสียหายของหลอดเลือด แดงที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม การค้นพบนี้ก็เป็นข้อสรุปจากผลการทดลองในหนูที่ไม่แน่ว่าจะเกิดขึ้นในคน นักวิจัยระบุว่า จากการให้อาหารแบบโลคาร์บ ในหนู พวกมันเกิดภาวะเป็นโรคหลอดเลือดแข็ง ซึ่งเกิดจากการสะสม ตัวของก้อนลิ่ม และ พวกมันก็สูญเสียความสามารถในการสร้างหลอดเลือดใหม่ (Source: Proceedings of the National Academy of Sciences, 2009; doi: 10.1073/pnas.0907995106). กา รดู แล รั กษ าโร คห ัว ใจนั ้นม ีคว าม ต่า งกัน ระ หว ่าง ผู้ หญ ิงก ับผู ้ช าย ที่เรารู้กันว่าผู้ชายมาจากดาวอังคารและผู้หญิงมาจากดาวศุกร์นั้น ความแตกต่างนี้ก็ยังใช้ได้ในเรื่องของปัญหาทางโรค หัวใจและวิธีการรักษาด้วย การศึกษาครั้งล่าสุดนั้นได้ชี้ว่า โรคหัวใจนั้นแตกต่างกันในเพศชายและหญิง และการรักษาโดยวิธีการเดียวกันก็ไม่ได้ ผลอย่างเดียวกันในทั้งสองเพศด้วย ยกตัวอย่างเช่น หัวใจล้มเหลวจะเกิดขึ้นกับผู้หญิงที่สูงอายุ ถึงแม้ว่าหัวใจพวกเธอยังแข็งแรงอยู่เมื่อเทียบกับผู้ชายแล้ว ก็ตาม ผู้หญิงมีความเสี่ยงที่จะเกิดความดันโลหิตสูงและลิ้นหัวใจรั่วมากกว่า ในขณะที่ผู้ชายจะมีความเสี่ยงที่จะเกิดโรค หลอดเลือดหัวใจตีบมากกว่าผู้หญิง และถึงแม้ว่าผู้หญิงที่มีโรคหัวใจจะมีอายุยืนกว่าผู้ชาย แต่ก็จะมีคุณภาพชีวิตที่ไม่ค่อยดีนัก นักวิจัยจากคลีฟแลนด์คลินิก ในรัฐโอไฮโอ้ พบว่ายารักษาโรคหัวใจบางตัวก็ไม่มีประสิทธิภาพมากนักในการรักษาเพศ หญิง แต่เพศหญิงจะตอบสนองได้ดีกว่าในยาประเภทเบต้าบล็อกเกอร์และเครื่องกระตุ้นหัวใจ (Source: Journal of the American College of Cardiology, 2009; 54: 491-8). 21764211.doc 7
มัชฌิมา
ชื่อหนังสือ ทำาสิ่งที่คุณรัก เงินมักจะไหลมา ผู้เขียน Marsha Sinetar ผูแปล สุรพงษ์ สุวจิตตานนท์ ้ สำานักพิมพ์ Mind Publishing ราคา 198 บาท นักเ ขียน นั กว ิปัส สน า กั บชื ่อหนัง สือ หลอก ตา นี่ถ้าขึ้นหัวคอลัมน์ว่าวันนี้จะแนะนำาหนังสือชื่อ ‘ทำาสิ่งที่คุณรัก เงินมักจะไหลมา’ พวกเราบางคนอาจจะเปิดข้ามไปเลย ก็ได้ เลยตั้งชื่อหลอกไว้หน่อย เฮอ เฮอ.. ‘ทำาสิ่งที่คุณรัก เงินมักจะไหลมา’แปลมาจากภาษาอังกฤษชื่อ ‘Do what you love, The money will follow’ เขียนโดย Marsha Sineter Ph.D อย่าให้ชื่อหนังสือหลอกตาและคิดว่านี่คือหนังสือธุรกิจ หรือ หนังสือ How to ที่มาสอนเราว่าจะทำายังไงให้รวย รวย รวย จริงๆ แล้วหนังสือแทบจะไม่ได้พูดถึงเงินเลยด้วยซำ้า หนังสือทั้งเล่มตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ว่า หากคนมีความเคารพตนเอง รัก ตนเอง ทำาในสิ่งที่ดี มีศีลธรรม คนๆ นั้นจะมีความสุขและความสุขจะนำาไปสู่ความสำาเร็จ (ที่อาจจะไม่ได้วัดเป็นตัวเงินก็ได้) วิเคราะห์และอธิบายนิสัยการทำางานและการใช้ชีวิตของผู้คนในเชิงจิตวิทยา ฉันชอบบางตอนที่ หนังสือพูดถึงคนบางคนที่พยายามที่จะเป็นคนสมบูรณ์แบบ (หรืออย่างน้อยก็พยายามสร้างภาพให้ คนอื่นคิดว่าเค้าสมบูรณ์แบบ) ว่าการยอมรับด้านมืดหรือจุดบกพร่องของตนเอง เรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน ยอมรับว่ามันมีอยู่ เป็นก ระบวนการหนึ่งของการเติบโต คนที่พยายามปรับปรุงแก้ไขอย่างเร่งร้อน ทนตัวเองไม่ได้ที่จะมีด้านลบ โดยที่ไม่มีความอดทน และการยอมรับ ถือว่าลัดขั้นตอนการเติบโต และจริงๆ แล้วเค้าไม่ได้ต้องการที่จะปรับปรุงตัวเอง เค้าแค่ต้องการที่จะมีภาพ ลักษณ์ที่ดี เป็นที่ประทับใจของผู้อื่นแค่นั้นเอง ซึ่งการต้องการมีภาพลักษณ์ที่ดี เป็นการพัฒนาเปลือกไม่ใช่การพัฒนาตัวตน อย่างแท้จริง การที่จะพัฒนาตนอย่างแท้จริงได้ เราต้องยอมรับตัวเองให้ได้ก่อน แล้วค่อยๆ ปรับอย่างค่อยเป็นค่อยไป อย่าง ละมุนละม่อมกับตนเอง ฉันว่าพวกที่ลัดขั้นตอนของการพัฒนาน่าจะเป็นอาการที่พวกเราเรียกว่า พวกที่ไป ‘ข่ม’ ไว้ทั้งหลายนั่นแหละ ข่มไว้เยอะๆ วันนึงก็แตกออกมา มันไม่ได้ค่อยเป็นค่อยไป ที่น่าสนใจอีกอย่างสำาหรับฉันคือ เครดิตที่แนะนำานักเขียน เขียนถึง Sineter ไว้ว่า ‘เป็นนักจิตวิทยาองค์กร นัก วิปัสสนาและนักเขียน’ มิน่า.. อะไรต่ออะไรที่ยัยแหม่มฝรั่งนี่เขียนมันถึงรู้สึกว่าใกล้ตัวคุ้นเคยเสียเหลือเกิน หลายอย่างสวมทับ กับคำาสอนของพระพุทธศาสนาได้อย่างพอดี เครดิตนักเขียนแบบนี้มันทำาให้ความหวังของมนุษยชาติเรืองรองนะ จากแต่ก่อนที่นักเขียนจะต้องเป็นบุคคลที่มีหน้าที่ การงานใหญ่โต ประสบความสำาเร็จ มีเงินเป็นร้อยเป็นแสนล้าน แต่เดี๋ยวนี้สังคมให้ความนับถือคนนี่มีวุฒิภาวะทางจิตใจ จากที่ หนังสือ How to, Self-help ทั้งหลายพูดกันแต่เรื่องทำาอย่างไรให้รวย ทำาอย่างไรให้โด่งดังมีอำานาจ พูดอย่างไรให้ลูกน้องฟัง ต่างๆ นาๆ ก็หันมาสนใจเรื่องทำาอย่างไรให้ชีวิตสมดุลทุกด้าน ทำาอย่างไรให้การทำางานของเราส่งเสริมการพัฒนาตัวตนและเป้า หมายอันแท้จริงของชีวิตกันมากขึ้น เหมือนเล่มนี้ที่หยิบมาแนะนำานี่แหละ ชื้นใจแท้..
21764211.doc 8
กา รบร รลุเป้ าห มา ยของ โยค ะด ้วยอ ีศ วรป ระ ณิธ านะ
วีระพงษ์ ไกรวิทย์ และจิรวรรณ ตั้งจิตเมธี แปลและเรียบเรียง
โยคะสูตรบทที่ ๑ ประโยคที่ ๒๓ กล่าวว่า “อีศ วร ปร ะณ ิธาน าทวา” แปลว่า หรือ(เป้าหมายของโยคะสามารถ บรรลุถึงได้)ด้วยการยอมจำานนอย่างสมบูรณ์ต่ออีศวร (isvara) อรรถกถาจารย์ชาวตะวันตกส่วนใหญ่ถอดความคำาว่า “อีศวร” เป็นคำาภาษาอังกฤษว่า “พระเจ้า” (God) อรรถกถาจาร ย์เกือบทั้งหมดใช้คำานี้ด้วยความหมายที่แตกต่างกันไปซึ่งบางทีก็ไม่สามารถเข้ากันหรือยอมรับได้กับแนวคิดของปตัญชลี เช่น คำาว่า ปรมาตมา1 และภควานะ2 เป็นต้น โดยทั่วไปแล้วปรัชญาสางขยะก็ไม่ได้ยอมรับแนวคิดเกี่ยวกับพระเจ้าหรือการมีอยู่ของ สิ่งเหล่านั้นอย่างจริงจัง ด้วยเหตุที่โยคะของปตัญชลีซึ่งได้รับความเชื่อถือโดยผู้รส่วนใหญ่นั้นตั้งอยู่บนรากฐานของปรัชญาสาง ู้ ขยะ ดังนั้นปตัญชลีจึงต้องนิยามแนวคิดของความรูใหม่นี้ซึ่งก็คือ อีศวร ที่กล่าวถึงในประโยคที่ ๒๓ ถึง ๒๗ แม้การยอมรับว่า ้ แนวคิดอีศวรหมายถึงความไม่มีที่สิ้นสุดของกฎลำาดับแรกของสางขยะ เช่น ปุรุษะ และ ประกฤติ ที่ดูเหมือนว่าจะได้รับการยอม รับจากปตัญชลี แต่ประกฤติและวิวัฒนาการของมันซึ่งเป็นส่วนประกอบของจักรวาลทั้งหมดนั้นก็ไม่ได้ถูกสร้างโดยพระผู้เป็น เจ้าใดๆ ดังนั้นคำาว่าอีศวรนี้จึงไม่ใช่ผู้สร้าง ทั้งไม่ใช่ผู้ปกปักรักษาหรือผู้ทำาลายจักรวาลแต่อย่างใด แม้จะมีความเชื่อเรื่องพระเจ้า อื่นๆ อีกมากดังเช่น ปรมาตมา และภควานะ เป็นต้น แต่ความเชื่อเหล่านี้ก็ไม่เหมาะที่จะนำามาใช้กับอีศวรของปตัญชลี การ ยอมรับแนวคิดของปตัญชลีดูเหมือนเป็นเพราะมันรองรับเป้าหมายในทางปฏิบัติบางอย่างเพื่อให้เกิดความก้าวหน้าที่รวดเร็ว และดียิ่งบนเส้นทางแห่งโยคะ มันเหมือนกับการยอมรับข้อสันนิษฐานที่ชัดเจนในตัวเองของศาสตร์ต่างๆ ซึ่งเป็นเพราะมัน รองรับการสร้างศาสตร์นั้นขึ้นมา ต่อคำาถามที่ว่าพระเจ้ามีอยู่จริงหรือไม่นั้นจึงไม่ตรงประเด็นหรือไม่ใช่สาระสำาคัญ ในแง่นี้เส้น ทางแห่งโยคะจึงเป็นประโยชน์และเปิดกว้างต่อผูคนที่ไม่ต้องการเชื่อในตัวแทนใดๆ อย่างเช่นพระเจ้า ้ คำาว่า “วา” แปลว่า “หรือ” ดังนั้นวิธีของอี ศว รปร ะณ ิธาน ะก็คือเส้นทางที่มีประสิทธิภาพ คู่ขนานกัน และสมดุลกัน อย่างดีสำาหรับการบรรลุถึงเป้าหมายของโยคะในฐานะที่เป็นหนทางแห่งกา รดับ กา รป รุง แต ่งของ จิ ต (จิตตะวฤตตินิโรธะ) ซึ่งได้เคยกล่าวไปแล้วในปตัญชลีโยคะสูตร (๑ : ๒) ดังนั้นผู้ฝึกโยคะสามารถใช้ทั้ง 2 วิธีนี้สลับกันหรือเป็นอิสระต่อกันก็ได้ เหตุผลที่สนับสนุนสิ่งที่กล่าวมาข้างต้นก็คือ เส้นทางแห่งโยคะเปิดกว้างต่อผู้ที่ไม่เชื่อในพระเจ้า เขาสามารถฝึกโยคะเพื่อเข้าถึง เป้าหมายคือไกวัลยะโดยอาศัยหลักของการดับการปรุงแต่งของจิต ซึ่งสามารถบรรลุถึงได้โดยผ่านการฝึกอัษฏางค์โยคะ (มรรค ๘ ของโยคะ) โดยปราศจากความจำาเป็นทีจะต้องเชื่อในการมีอยู่จริงของพระเจ้าหรืออีศวร ่ แต่ความเข้าใจดังกล่าวในประโยคนี้เป็นเพียงความหมายทางทฤษฎีเท่านั้น แท้จริงแล้วอาจจะมียารักษาสองชนิดหรือ มากกว่านั้นเพื่อใช้รักษาโรคอย่างสมบูรณ์ ซึ่งยาเหล่านั้นก็มีประสิทธิผลเท่าๆ กัน และยิ่งกว่านั้นยาเหล่านี้ไม่ต้องมีข้อควรระวัง เมื่อต้องใช้ร่วมกันอีกด้วย ภายใต้สถานการณ์เช่นนั้นยาเพียงชนิดเดียวอาจเพียงพอที่จะรักษาโรคได้ แต่หากใช้ยาร่วมกันสอง ชนิดหรือมากกว่าจะให้ผลที่ดีและเร็วกว่า สิ่งนี้จึงเป็นเรื่องที่จำาเป็นและมีเหตุผลมากที่สุดที่จะรวมยาทั้งหลายมาใช้ในลักษณะที่ เหมาะสม ในทำานองเดียวกันกับวิธีการของโยคะซึ่งมีทางเลือกอยู่ 2 วิธีคือ การดับการปรุงแต่งของจิต และอีศวรประณิธานะ ไม่ เพียงไม่ต้องมีข้อควรระวังระหว่างสองวิธีนี้เท่านั้น แต่ทั้งสองวิธียังใช้ร่วมกันได้อย่างสะดวกอีกด้วย ดังนั้นจึงควรนำาทั้งสองวิธีนี้ มาใช้ร่วมกัน ในแง่นี้คำาว่า “วา” แทนที่จะแปลว่า “หรือ” จึงควรจะแปลว่า “และ” เพื่อเป็นประโยชน์ในเป้าหมายทางการปฏิบัติ แม้ว่าตามความหมายของคำาและการอธิบายในประโยคนี้จะชีให้เห็นในเบื้องต้นว่าวิธีการดับการปรุงแต่งของจิตเป็น ้ อิสระจากอีศวรประณิธานะอย่างสิ้นเชิง แต่กมีข้อสังเกตว่าวิธีปฏิบัติเพื่อเข้าถึงการดับการปรุงแต่งของจิตดูเหมือนจะเริ่มต้นด้วย ็
1 2
ปรมาตมา คือ จิตวิญญาณสูงสุด หรือพรหม (ทีมา Yoga Kosa) ่ ภควานะ คือ ชือหรือฉายาของเทพเจ้า บ่อยครั้งที่ใช้เพื่อหมายถึงพระกฤษณะซึ่งเป็นเทพเจ้าองค์หนึ่ง (ทีมา The Yoga Tradition) ่ ่
21764211.doc 9
กริยาโยคะ3 (kriyayoga) และสำาเร็จได้ด้วยการฝึกอัษฏางค์โยคะ ขณะเดียวกันทั้งกริยาโยคะพร้อมด้วยนิยมะ4ที่มาจากอัษฏางค์ โยคะก็นับรวมอีศวรประณิธานะเข้าไปด้วยว่าเป็นองค์ประกอบที่จำาเป็น ดังนั้นเมื่อมองอย่างนี้แล้วเราควรเข้าใจว่า แม้ปตัญชลี จะบอกว่าสภาวะไกวัลยะสามารถบรรลุถึงได้ด้วยการดับการปรุงแต่งของจิตโดยปราศจากอีศวรประณิธานะ ดังนั้นจึงไม่มีความ จำาเป็นต้องยอมรับเรื่องอีศวร แต่ท่านก็ได้ชี้อย่างชัดเจนตามเป้าประสงค์ของการปฏิบัติว่าจำาเป็นต้องอาศัยอีศวรประณิธานะเพื่อ บรรลุถึงความสำาเร็จขั้นสุดท้ายของโยคะ ประณิธานะ หมายถึง การยอมจำานนอย่างสมบูรณ์ เมื่อทำาได้อย่างสมบูรณ์บุคลิกภาพและความมีตัวมีตนของผู้นั้นจะ สูญสลายไปอย่างสิ้นเชิง แม้แต่การยึดมั่นถือมั่นในตัวตนที่มีอยู่เดิมก็จะดับหายไปด้วย หนทางที่จะเข้าถึงอีศวรประณิธานะอย่าง สมบูรณ์เช่นนั้นก็คือการบรรลุถึงขั้นสุดท้ายของโยคะหรือสภาวะไกวัลยะนั่นเอง ตราบใดที่ร่องรอยของ “ความเป็นตัวฉัน” ยังคง เหลืออยู่แสดงว่าการยอมจำานนนั้นยังไม่สมบูรณ์ในระดับที่มากพอ เราจึงเห็นได้ชัดว่าความสมบูรณ์ของอีศวรประณิธานะร้อย เปอร์เซ็นต์นี้เป็นสิ่งที่ยากมากที่จะฝึกปฏิบัติและเข้าถึงได้ บ่อยครั้งที่มผู้เห็นว่าโยคะของปตัญชลีก็คือราชโยคะ5 (Rajayoga) อย่างน้อยก็เห็นได้จากตำาราโดยเฉพาะในหน้าท้าย ี สิ่งนี้ดูเหมือนจะไม่อาจเชื่อได้อย่างแน่นอน ชื่อที่ถูกต้องของโยคะของปตัญชลีควรจะเป็นอัษฏางค์โยคะหรือปตัญชลโยคะ (Patanjala Yoga) ดังนั้นโยคะที่อธิบายในปตัญชลีโยคะสูตรเหล่านี้จึงไม่ใช่สำานัก(หรือสาย)หนึ่งของโยคะที่สามารถพิจารณา อย่างเฉพาะเจาะจงในฐานะที่เป็นสำานักโยคะและตั้งชื่อว่า ราช (Raja) อย่างไรก็ตามหากคำาว่าราชโยคะถูกแปลความว่าเป็น ราชาในหมู่ของโยคะทั้งหลาย กล่าวคือโยคะที่มีความเป็นเลิศซึ่งรวมเอาแก่นแท้ของโยคะสำานักต่างๆ เอาไว้ เช่นนั้นแล้วโยคะ สูตรของปตัญชลีก็มีแนวโน้มจะได้รับการพิจารณาว่าเป็นราชาโยคะได้ เมื่อพิจารณาถึงแก่นของภักติโยคะ6 (Bhaktiyoga) และ กรรมโยคะ7 (Karmayoga) ซึ่งเป็นสำานักโยคะที่เป็นอิสระและแตกต่างกัน ความสมบูรณ์ของภักติจะเกิดขึ้นเมื่อผู้ฝึกปฏิบัติได้ ยอมจำานนต่ออีศวร8อย่างสิ้นเชิง และเช่นเดียวกันสาระสำาคัญของกรรมโยคะก็คือการทำากรรมด้วยทัศนคติที่ว่ากำาลังกระทำาสิ่ง นั้นด้วยพลังแห่งเทพเจ้า และการมองตนเองว่าเป็นเพียงเครื่องมือแห่งการกระทำาเพื่อสนองต่อเจตนารมณ์ของพระเจ้าเท่านั้น เมื่อเขาได้ขจัดตัวตนและความเป็นตัวฉันออกไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว นั่นคือเขาได้เข้าถึงการยอมจำานนอย่างสมบูรณ์ อีกประเด็นหนึ่งที่ควรกล่าวถึงคือ อีศวรประณิธานะที่พูดถึงนี้ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่เรียบง่ายมาก คนจึงมีภาพในทำานอง ที่ว่าเขาไม่ต้องทำาสิ่งใดๆ เช่น ฝึกอัษฏางค์โยคะ เป็นต้น แต่ที่ได้กล่าวแล้วว่าสิ่งนี้เป็นเพียงแค่คำาพูดที่ปรากฏเท่านั้น จริงๆ แล้ว ในทางปฏิบัติไม่ง่ายเลย ถ้าอีศวรประณิธานะเป็นสิ่งที่ง่าย ทุกคนก็คงเป็นอิสระหลุดพ้นได้อย่างง่ายดาย คงไม่มีใครที่ไม่หลุดพ้น อีศวรประณิธานะอันสมบูรณ์เทียบได้กับการขจัด “ความเป็นตัวฉัน” ให้หมดไปซึ่งจะเข้าถึงได้ก็ด้วยความเพียรอันยิ่งยวดที่ ดำาเนินต่อเนื่องมาเป็นเวลายาวนาน ช่วงเวลาอันยาวนานนี้ไม่ใช่แค่เป็นวัน เป็นเดือน หรือเป็นปี แต่อาจจะข้ามไปหลายช่วง ชีวิตทีเดียว และความเพียรพยายามนี้ในความเป็นจริงแล้วจะต้องรวมถึงการปฏิบัติอภยาสะ9ของทุกๆ แขนงของโยคะ ( อัษฏางค์โยคะ)
3
กริยาโยคะ คือ ตปัส(มีวินัยอดทน) สวาธยายะ(ศึกษาด้านใน) และอีศวรประณิธานะ(การอุทิศ) ทั้ง ๓ อย่างนี้ช่วยขจัดกิเลสให้เบาบาง และเตรียมความพร้อม ให้โยคีทำาความเพียรเพื่อเข้าถึงเป้าหมายของโยคะ (ทีมา Yoga Kosa) ่
4
นิยมะประกอบด้วยข้อควรปฏิบัติ ๕ ประการคือ เศาจะ(ความสะอาด) สันโตษะ(ความพึงพอใจในสิ่งที่มีที่เป็น) ตปัส(มีวินัยอดทน) สวาธยายะ(ศึกษาด้าน ใน) และอีศวรประณิธานะ(การอุทิศ) ซึง ๓ ประการหลังเป็นกลุ่มของกริยาโยคะดังทีกล่าวในเชิงอรรถที่ ๓ ่ ่
5
ราชโยคะ คือ โยคะสำาหรับผู้กล้าหาญจริงๆ ในการฝึกจิต แนวคิดที่อยู่เบื้องหลังการตั้งชื่อนี้ก็คือ ราชโยคะอยู่สูงกว่าหรือเหนือกว่าหฐโยคะ เพราะหฐโยคะ
เหมาะสำาหรับผู้ที่ไม่สามารถอุทิศตัวอย่างเข้มข้นเพื่อฝึกสมาธิและสละเรื่องทางโลก ดังจะเห็นได้จากผู้ฝึกหฐโยคะในปัจจุบันทั้งชาวอินเดียและชาวตะวันตกที่ ส่วนมากแล้วไม่ได้ศรัทธาในเป้าหมายทางจิตวิญญาณหรือแม้แต่พื้นฐานทางจริยธรรม และพบว่าบ่อยครั้งที่ใช้หฐโยคะเป็นเครื่องมือเพื่อฝึกความแข็งแรงและได้ สัดส่วนของร่างกาย (ที่มา The Yoga Tradition)
6 7 8 9
ภักติโยคะ คือ การอุทิศต่อพระเจ้า (ที่มา Yoga Kosa) กรรมโยคะ คือ การกระทำาตามหน้าที่ กรรมโยคีก็คือผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ของเขาอยู่เสมอโดยปราศจากการยึดติดในผลประโยชน์ที่ได้รับ (ทีมา Yoga Kosa) ่ อีศวรในที่นี้เป็นชื่อทั่วไปสำาหรับเทพเจ้า อภยาสะ คือ ความเพียรที่จะฝึกฝนปฏิบัติซำาแล้วซำำาเล่าในสภาวะหนึ่งเพื่อให้เกิดหรือเข้าถึงสภาวะที่มีเสถียรภาพ (ปตัญชลีโยคะสูตร ๑ : ๑๒)
21764211.doc 10
สรุปได้ว่าโยคะสูตรประโยคนี้ปตัญชลีต้องการบอกว่าการดับการปรุงแต่งของจิตควรจะได้รับการฝึกประกอบกับอีศวร ประณิธานะ(การยอมจำานนอย่างถึงที่สุดหรือการละตัวตนอย่างสมบูรณ์) เพื่อให้เกิดผลที่ดีและเร็วกว่านั่นเอง ส่วนสำาคัญอีก ประการหนึ่งของการรวมการฝึกอีศวรประณิธานะกับการดับการปรุงแต่งของจิตก็เพื่อให้เกิดความเป็นไปได้ของการปฏิบัติใน ชีวิตประจำาวัน โยคีต้องอาศัยอยู่ในโลกและสังคมมนุษย์นี้จนกระทั่งเขาบรรลุไกวัลยะ แม้ว่าเขาจะแยกตัวอยู่ลำาพังก็ตาม แต่บาง คนก็ยังติดต่อกับสังคมด้วยความจำาเป็นที่จะต้องดูแลรักษาชีวิตที่เหลือหรือร่างกายด้วย ถ้าโยคีรับเพียงวิธีการดับการปรุงแต่ง ของจิตโดยการฝึกอัษฏางค์โยคะ นั่นย่อมเป็นการซ่อนอันตรายไว้อย่างน่ากลัวเพราะเขาอาจพัฒนาจิตใจที่แข็งกระด้างหรือ แม้แต่บุคลิกภาพที่โหดร้ายขึ้นมา(จากการที่ยังมีความยึดถือในตัวตนสูง) การฝึกอีศวรประณิธานะไปพร้อมกันด้วยจะช่วยลด ผลกระทบนี้และทำาให้เขาอ่อนโยนลง ดังนั้นเขาจึงมีบุคลิกภาพที่เปี่ยมด้วยความรักและความเมตตาเนื่องจากอีศวรประณิธานะ มีนัยของการอุทิศ การยอมจำานน หรือการรัก(ต่อเทพเจ้า)นั่นเอง เอก สา รอ ้างอ ิง : ๑) Karambelkar, P. V. (1986). P AT AN JA LA Y OG A SU TR AS S an sk rta Sutr as wit h Tr an sliter atio n, Tr an slati on & C omm ent ary. Lonavla : Kaivalyadhama. ๒) Philosophico Literary Research Department, (1991). Yog a K os a. Lonavla : Kaivalyadhama. ๓) Feuerstein, Georg. (1998). Th e Y og a Tra ditio n. Arizona : Hohm Press.
นั สร ูด ิน กั บ ม ุ สต าฟ า นัสรูดินมีเพื่อนสนิทคนหนึ่งชื่อมุสตาฟา มุสตาฟาเป็นคนที่ไม่ฉลาด นัสรูดินเป็นคนเฉลียวฉลาดแต่ชอบทำาเป็นคนไม่ ประสีประสา วันหนึ่ง มุสตาฟาตื่นแต่เช้ามืด ไปหานัสรูดินด้วยความท้อแท้ บอกว่า “เพื่อนเอ๋ย บ้านที่ผมอยู่มันแคบ กลิ่นอับ ไม่ คล่องตัวเลย ผมไม่มีความสุข กลัดกลุ้มมาหลายปีแล้ว ช่วยผมหน่อยได้ไหม เงินที่ขยายห้องก็ไม่มี” นัสรูดินบอกว่า เอาละแกต้องเชื่อข้านะ เชื่อทุกอย่างนะ แล้วจะช่วยให้สบายขึ้น มุสตาฟาบอกว่าผมจะเชื่อทุกอย่างที่ นายบอก นัสรูดินได้ทีก็บอกว่า คืนนี้เอาแพะเข้าไปล่ามในห้องนอนของแก มุสตาฟางง แต่ก็เชื่อฟังนัสรูดิน รุงเช้าตื่นมาตาแดง ่ มาหานัสรูดิน ผมนอนหลับๆ ตื่นๆ เจ้าแพะวายร้ายมันร้องทั้งคืน ไหนว่าจะช่วยผมให้มความสุข ี นัสรูดินบอกว่า เอาน่าเชื่อฉัน คืนนี้เอาลาเข้าไปอีกตัวหนึ่งไปล่ามด้วยกัน มุสตาฟาคนโง่ก็ทำาตาม เอาลาเข้าไปล่าม รุ่ง เช้าก็โผเผมาบอกว่า เจ้าแพะกับลามันทะเลาะกันทั้งคืน ร้องและเตะกันและถ่ายมูลออกมา ห้องผมเล็กอยู่แล้ว เหม็นคลุ้งไปหมด ไหนว่าจะช่วยผมให้สบายขึ้นไงล่ะ นัสรูดินบอกว่าเอาน่า คืนนี้ได้เรื่องเอาม้าเข้าไปอีกตัวหนึ่ง พอรุ่งเช้ามุสตาฟาไม่มีแรง เพราะไม่ได้นอนทั้งคืน บอกนัส รูดินช่วยผมด้วย ช่วยให้ผมมีความสุขหน่อย นัสรูดินบอกว่าเอาละได้ที่แล้ว คืนนี้เอาแพะออกจากห้องไป พอรุ่งเช้ามุสตาฟามาหา นัสรูดินก็ถามว่าเป็นไง มุสตาฟา จึงบอกว่าค่อยยังชั่วนิดนึง นัสรูดินบอกว่า งั้นคืนนี้เอาลาออกไป รุงเช้ามุสตาฟาบอกว่า ผมรูสึกว่าห้องผมกว้างขึ้น นัสรูดินบอกว่า เอ้าคืนนี้แก ่ ้ เอาม้าออกไปจากห้อง รุ่งเช้ามุสตาฟาเดินยิ้มเผล่บอกว่า แหม ผมรูสึกเป็นสุขเหลือเกิน ห้องผมรูสึกมันกว้างขวางดี ้ ้ คงมีหลายคนที่เป็นแบบมุสตาฟานี่แหละ ไม่รู้จักพอใจตนเองเที่ยวคิดฟุ้งซ่านไป ครั้นสูญเสียไปทีละน้อยพอได้คืนมา จึงเห็นคุณค่า ของสิ่งที่ตนมีอยู่ ถ้ารู้จักคิดดี คิดถูก เสียตั้งแต่ต้น ก็จะสุขใจ สบายใจ ไม่ต้องกระวนกระวายใจให้เป็นทุกข์ จาก: หนังสือ สันโดษ เคล็ดลับของความสุข พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก
สดใส รวบรวม
21764211.doc 11
ครู โยค ะ คว รจ ะต ้องเล ือก แนวเด ียว ? ถา ม โยคะในปัจจุบันมีหลายแนวทางมาก การเป็นครูสอนโยคะควรจะต้องเลือกแนวเดียวเลยหรือเปล่า เพราะบางแนวออก จะขัดกันนะ ตอบ เห็นด้วยครับ ที่ว่าโยคะในปัจจุบันมีหลายแนวทางมาก เมื่อสองปีก่อน วารสารโยคะในอินเดียฉบับหนึ่ง รวบรวมไว้ตั้ง 10 กว่าแบบ อย่างไรก็ตาม ถ้าพิจารณาจริงๆ มันจะเหลือกี่กลุม?ดร.กาโรเต้ เขียนในหนังสือ ศาสตร์และศิลป์แห่งโยคะ ท่าน ่ แบ่งโยคะทั้งหลายออกเป็น 2 กลุมเท่านั้นเอง ภาวนาโยคะ กับ ปราณาสัมยามะโยคะ กลุมแรกคือ พวกที่เน้นการพัฒนาจิตให้ ่ ่ เจริญก้าวหน้าไปท่ามกลางการดำาเนินชีวิต (ภาวนา) จนกระทั่งบรรลุเป้าหมาย กลุมที่สองคือ พวกที่เน้นการจัดการ พลังปราณ ่ ภายในตน ให้มันไหลเวียนได้ดี ไปตามช่องทางที่กำาหนด ทำาให้บรรลุเป้าหมายสุดท้ายแห่งโยคะ คือ จิต (ปุรุษะ) และ สิ่งที่ถูกรู้ (ประกฤต) ไม่สับสนปนเป ต่างคืนสู่สภาวะเดิมแท้ของมัน ตัวอย่างของโยคะกลุมแรกคือ กรรมโยคะ ภักติโยคะ ชญานโยคะ ่ ฯลฯ ตัวอย่างของกลุ่มที่สองได้แก่ หฐโยคะ ราชโยคะ กุณฑลินีโยคะ ฯลฯ พึงสังเกตว่า ดร.กาโรเต้ ไม่ได้ระบุถึงโยคะอีกแนวหนึ่งที่พวกเราคุ้นกัน เช่น พาวเวอร์โยคะ ฯลฯ ไว้ในตำาราของท่าน เลย เพราะถ้าเราพิจารณาที่เป้าหมายของมัน เราไม่แน่ใจว่า ควรจะเรียกมันว่าโยคะไหม ด้วยซำ้า เมื่อเราพิจารณาโยคะอันหลากหลายที่เป้าหมาย จะเห็นเลยว่า ไม่ขัดแย้งกันเลย เพราะต่างก็มุ่งไปสู่การทำาลายความ เข้าใจผิดของจิต ที่ตู่เอาว่า กายนี้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับจิต ดังนั้น ที่ผถามรู้สึกขัดแย้ง น่าจะเป็นเพราะไปนำาเอา อีกแนวทาง ู้ หนึ่งมารวมด้วยต่างหาก ซึ่งต้องขัดกันแน่ๆ เพราะ เป้าหมายสุดท้ายต่างกันโดยสิ้นเชิง ประเด็นสุดท้าย เราเป็นครูสอนโยคะ จะทำาอย่างไรดี ผมมองเป็น 2 ประเด็น 1) หากเรามุ่งมั่นที่จะสอนโยคะเพื่อนำาพา นักเรียนไปสู่การพัฒนาจิตให้สูงสุด เอานักเรียนเป็นตัวตั้ง เมื่อมีนักเรียนหลายคน เราอาจจะสอนหลายแนวทาง เนื่องจากจริต นิสัย ของนักเรียนต่างกัน ครูจึงสรรหาแนวทางที่สอดคล้องกับผู้เรียนที่สุด เพื่อให้เขาบรรลุเป้าหมายให้ตรง ลัด สั้นที่สุด ประเด็นที่ 2 ทุกวันนี้ เป็นเพราะครูเองมีข้อจำากัด คือครูถนัดอยู่แนวทางเดียว ฝึกอยู่แนวทางเดียว มีประสบการณ์ ความ ชำานาญ ความเชี่ยวชาญอยู่แนวทางเดียว ทำาให้ครูสอนได้แบบเดียว ซึ่งถ้านักเรียนที่จริตตรงกันมาเรียน ก็จะได้ผล บรรลุเป้า หมายเช่นเดียวกับที่ครูบรรลุไปแล้ว ส่วนนักเรียนที่จริตไม่ตรง มาฝึกตาม ก็จะได้ผลช้า หรือ อาจไม่ได้ผล ซึ่งถ้าครูหลงทาง ก็ จะจำ้าจี้จำ้าไชให้นักเรียนทำาตามครูให้ได้ แล้วหวังลมๆ แล้งๆ เอาว่าสักวันหนึ่งนักเรียนจะประสบผล แต่ถาครูตระหนักถึงข้อเท็จ ้ จริงในข้อจำากัดของตัวเอง ครูก็จะแนะนำาให้นักเรียนไปแสวงหาครูที่สามารถสอนแนวทางอื่นที่ตรงจริตกับตัวนักเรียนมากกว่า ไม่เพียงแต่พิจารณาเรื่องแนวทางเท่านั้น ครูโยคะ ยังควรจะต้องพิจารณาเรื่องเป้าหมาย และเรื่องเจตนาในการสอน โยคะของตนด้วย ก็จะตอบโจทย์ได้ดีขึ้น
กอง บก
รายงานโดย ครูรุ่ง มนุษย์เราทุกคนต่างปรารถนาความสุข ความสมหวัง สมดั่งใจปรารถนา ดังนั้นมนุษย์จึงเสาะแสวงหาวิธีการต่างๆเพื่อ ที่จะทำาให้ตนเองบรรลุถึงเป้าหมายที่ต้องการนั้นๆ พวกเราชาวโยคะก็เช่นเดียวกัน เป้าหมายในการฝึกปฏิบัติโยคะก็เพื่อความ สุขทั้งทางกายและจิตวิญญาณ ความสุขนั้นเป็นอย่างไร? ความสุข หรือ สุขะ แปลว่า ความโล่ง โปร่งสบาย ปราศจากเครื่องร้อยรัดหรือสภาวะที่ปราศจากการบีบคั้นไม่ว่าจะ เป็นร่างกายหรือจิตใจ แล้วคนที่มความสุขที่สุดในโลกนั้นเป็นอย่างไร? พวกเราเคยตั้งคำาถามกันบ้างหรือเปล่า ี จากบทความเก็บสิ่งดีดีมาฝาก วารสารประกันสังคมฉบับเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน ๒๕๕๒ ได้ให้ทัศนะไว้อย่างน่า สนใจ... คนที่มีความสุขที่สุดในโลกไม่ใช่คนรำ่ารวย ไม่ใช่คนที่ประสบความสำาเร็จ แต่คนที่มีความสุขที่สุดในโลก คือ คนที่มี ความสบายใจเท่านั้นเอง ความสบายใจนั้นคืออย่างไร คนที่สบายใจนั้น....
21764211.doc 12
โย คะ เพื่อ คว าม สุ ข... จร ิงห รือ ?...
; ) เต็มไปด้วยความเชื่อมั่น เชื่อว่าตนมีดี ตนน่าคบหาและตนทำาได้ ; ) รูจักตัวเอง ยอมรับในข้อบกพร่องของตนเองและพร้อมที่จะปรับปรุงเสมอ ้ ; ) ไม่ดื้อดึง ถ้าวันวานเคยทำาผิดพลาด ก็ยินยอมเปลี่ยนแปลงและรับฟังคนอื่น ; ) เห็นคุณค่าของตนเอง ไม่คิดว่าตนเองนั้นไร้ค่า ดังนั้นจึงมีความสุขในใจเสมอ ; ) วิ่งหนีความทุกข์ เมื่อรู้ว่าตกลงไปในความทุกข์ ก็รีบหาทางหลุดพ้น ไม่จมอยู่กับมัน ; ) กล้าหาญเสมอ กล้าเปลี่ยนแปลงและกล้ารับมือกับสิ่งแปลกใหม่หรือปัญหาต่างๆ ; ) มีความฝันใฝ่ เมื่อชีวิตมีจุดหมาย ก็จะเดินไปบนถนนชีวิตอย่างมีความหวัง ไม่เลื่อนลอย ; ) มีนำ้าใจอาทร เมื่อพบความสุขในใจอยู่เสมอแล้ว ก็เป็นผู้ให้แก่ผู้อื่นโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ; ) นับถือตนเอง ไม่ดูถูกตัวเองด้วยการลดคุณค่าและทำาในสิ่งที่เสื่อมเสียต่อตนเอง ; ) เติมสีสัน สร้างรอยยิ้มให้ชีวิตตนเองและคนรอบข้าง รูจักหยอกล้อคนอื่นๆ และตนเองด้วย ้ อีกทั้งพอใจกับวิถีชีวิตของตนเองและวางฝันของตนเองตามกำาลังที่ตนทำาได้ การได้รับวัตถุและความสำาเร็จในหน้าที่ การงานทำาให้คุณพึงพอใจและยกระดับฐานะของคุณนั้น เป็นการสร้างเสริมความสุขเพียงภายนอก มันมิได้อยู่กับคุณอย่าง มั่นคงถาวรตลอดไป เพราะคนเราย่อมมีความต้องการเพิ่มขึ้นเสมอไม่มีวันหยุดนิ่ง ความสุขที่แท้จริงเกิดจากข้างในจิตใจของคน เรา และถ้าจิตใจไม่ว่าง เต็มไปด้วยอารมณ์อันตรายต่างๆ ความสุขก็จะเกิดขึ้นได้ยากยิ่ง เพราะความสุขมักเกิดขึ้นท่ามกลาง ความสงบเสมอ.... ในขณะที่เราฝึกอาสนะนั้นความสงบเกิดขึ้นในใจของเราได้หรือยัง... การน้อมนำาวิถีโยคะกำากับตัวเราเองในทุกขณะ จิตที่เราปฏิบัติภารกิจประจำาวันสร้างความอึดอัดหรือความสงบให้เรา ทุกวันนี้พวกเราพึงพอใจกับวิถีชีวิตของตนเองมากน้อย แค่ไหน... มีหลายครั้งที่เรา (ผู้เขียน) รู้สกไม่พึงพอใจกับวิถีชีวิตของตนเอง ภาวะความอึดอัดพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ความทุกข์ ึ ก็ตามมาติดๆ แทบจะตั้งรับไม่ทัน ทำาให้เราต้องย้อนถามตัวเองว่า เราฝึกโยคะเพื่อความสุขจริงหรือ? ความว้าวุ่นใจเกิดขึ้นจาก อะไร การย้อนถามตัวเองอย่างเฉียบพลันทันใดที่เกิดภาวะอึดอัด ทำาให้เราคลี่คลายจิตได้อย่างง่ายดายเช่นกัน ความสงบก็ ค่อยๆ เกิดขึ้นแม้ว่าวิถีชีวิตภายนอกจะผันแปรให้วุ่นวาย สับสนมากเพียงใด... ทำาให้อดย้อนคิดไม่ได้ว่า ชีวิตนี้สั้นนัก เราสามารถเป็นคนมีความสุขที่สุดในโลกได้หรือไม่ การรอคอยให้ความสุขมา เยือนนั้นเป็นไปได้ยาก แต่ถ้าเราสร้างขึ้นเองน่าจะง่ายกว่า มนุษย์ทุกวันนี้แม้แต่การทักทายเพื่อนบ้านก็ทำาได้ยาก เรามีสิ่ง อำานวยความสะดวกมากมายแต่ความเดือดร้อนความทุกข์ก็เกิดขึ้นได้ง่ายดายและมากมายเช่นกัน.... ช า ว บ ้ า น วิ จ า ร ณ์ ว่ า
21764211.doc 13
Attachment
Size
0909.doc
219 KB
แสดงความคิดเห็น
อ่านจำนวน 223 ครั้ง