ทำไมระหว่างที่เราฝึกโยคะอยู่นั้น
(อยู่กับลมหายใจเข้า / ออก) ทำไมถึงมีคำตอบเรื่องบางเรื่องที่คาใจเราอยู่ล่ะค่ะ ทั้งที่ระหว่างที่ฝึกนั้น
ไม่ได้คิดอะไรอยู่ในหัวเลยค่ะ
และยิ่งฝึกยิ่งได้อะไรหลาย ๆ อย่างในระหว่างฝึก (เป็นอะไรบางอย่างที่ไม่สามารถพูดออกมาได้)
แต่เป็นความรู้สึกดี ๆ ออกมาค่ะ
เอ้
เอ้
ไม่แน่ใจว่าจะตอบคำถามของเอ้หรือเปล่า เพราะส่วนใหญ่พี่มักจะตอบไ่ม่ค่อยตรงคำถาม หรือพุดอีกอย่างว่าส่วนใหญ่ที่ถามๆ ไป ไม่ค่อยตรงคำตอบ(ฮา)
พูดตามจริง พี่เองก็มีประสบการณ์ที่คล้ายคลึงกัน และมักจะเป็นอยู่บ่อยๆ คือ ค้นพบคำตอบหรือคลี่คลายความสงสัยที่ค้างคาใจในระหว่างที่ฝึกอาสนะ แต่ในกรณีของพี่ หลายครั้งมักจะมีคำถามหรือมีเงาจางๆ ของคำตอบสำหรับคำถามหรือข้อส
สัยเหล่านั้นอยู่ก่อน ครั้นเมื่อฝึกอาสนะแล้วเกิดฉุึกคิดหรือนึกถึง แล้วก็เลยทำอาสนะพร้อมกับสำรวจตรวจสอบร่างกาย ลมหายใจหรืออะไรก็ตามแต่ที่เกี่ยวข้องเชื่อมโยงและทำให้ฝึกอาสนะนั้นๆ อย่างเช่น ที่เคยเล่าและแลกกับพวกเราเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างการไปสู่ท่างูในขณะหายใจเข้ากับการไปสู่ท่างูในขณะหายใจออก เป้นต้น
หรือในบางครั้ง ขณะที่ฝึกอาสนะบางอาสนะก็เกิดฉุกคิดและรู้สึกแรงๆ ว่าเราเข้าใจหรือประจักษ์ในอะไรบางอย่าง ทั้งที่ในห้วงยามที่ทำอาสนะนั้น เราอาจไม่ได้กำลังนึกคิดอะไร
พี่มีข้อสังเกตว่า อาจเป็นไปได้ว่า ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้นึกคิดที่จะหาคำตอบสำหรับข้อสงสัยที่ค้างคาใจในขณะที่ทำอาสนะ แต่ถึงกระนั้นก็ตาม คำถามนั้นยังนอนเนื่องอยู่ในจิต(ใต้)สำนึกของเรา กระทั่งภายใต้เงื่อนไขปัจจัยที่เหมาะสม ซึ่งเอาเข้าจริงแล้วอาจจะเป็นเงื่อนไขที่ค่อยๆ สะสมบ่มเพาะอยู่ในจิตในใจและห้วงคิดของเรา เฉกเช่นการหมั่นรดน้ำพรวนดินให้แก่เมล็ดพันธุ์ที่ถูกหว่านเพาะลงในดินซึ่งในที่นี้ก็คือร่างกาย ลมหายใจ และความคิดจิตใจ จนเมื่อถึงคราวเหมาะเจาะ เมล็ดพันธุ์ที่เพาะงอกก็แทงยอดโผล่พ้นจากพื้นดิน พี่คิดว่านี่น่าจะเป็นคำอธิบายเท่าที่นึกออก สำหรับคำถามว่าทำไมบางครั้งจู่ๆ คำถามที่ค้างคาในใจเราก็โผล่พรวดเป็นคำตอบขึ้นมาในระหว่างที่ฝึกอาสนะหรืออยู่กับลมหายใจเข้าหรือออก ทั้งที่ดูเหมือนว่าเราไม่ได้กำลังคิดเรื่องนั้นอยู่
พูดตามจริง ไม่เฉพาะกรณีของการฝึกอาสนะเท่านั้น กระทั่งข้อสงสัยเกี่ยวกับอายุรเวทก็กระจ่างขึ้นมาในใจพี่ขณะอยู่ที่กำลังเคี่ยวหยูกปรุงยาซึ่งบ่อยครั้งที่ไม่ต่างไปจากการภาวนาในทางจิต
สรุปรวมความแล้ว การที่เราพบคำตอบสำหรับข้อสงสัยในใจ แสดงว่าถึงที่สุดแล้วเรายังมีคำถามต่อเรื่องหรือประเด็นเหล่านั้น เพียงแต่มันอาจเป็นสันดอนที่นอนเนื่องอยู่ในใจรอการคลี่คลายซึ่งต้องอาศัยการรดน้ำพรวนดินรวมทั้งแสงแดดและสายลมที่เหมาะสม
แต่ถ้าเป็นกรณีของการได้ประสบสัมผัสหรือรู้สึกถึงอะไรบางอย่างที่เราเองก็ไม่ไ้ด้นึกถึงมาก่อนหรือกระทั่งคาดหวังว่าจะได้มา ซึ่งหากเป็นประสบการณ์ที่นำมาซึ่งความปีติที่ยากบ่งบอกบรรยาย พี่คิดเอาเองว่าประสบการณ์เหล่านี้อาจเป็นรูปลักษณ์แบบหนึ่งของสิ่งที่เรียกว่า "สภาวะอันไร้ขอบเขต" หรือ "อนันตะ" ที่เราได้สัมผัสหรือเข้าถึงอย่างรำไรในเงื่อนไของการฝึกอาสนะแบบไม่ดิ้นรนตะเกียกตะกายในทางร่างกาย และไม่วาดหวังในทางจิตใจ ซึ่งตรงกับโศลกในปตัญชลโยคสูตรที่ว่า
"ปฺยตฺน ไศถิลฺยานนฺตสมาปตฺติภฺยามฺ"
นั่นเอง
เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้
พี่เละ
แสดงความคิดเห็น